เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศหยุดปฏิบัติตาม “ถ้อยแถลง” 2 ประเทศ
ต่อมา เกิดเหตุยิงป่วนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่ง นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโวยว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 3 คน
แล้วทำเรื่องไปฟ้องประธาน ยูเอ็นเอสซี แล้วก็มีท่าทีจากสหรัฐเรื่องหยุดเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว
ทำให้นายอนุทินต่อสายคุยกับนายกฯอันวาร์และประธานาธิบดีทรัมป์ โดยนายกฯไทยชี้แจง 11 ประเด็น
และดูเหมือนทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนายกฯอันวาร์จะเข้าใจ
แต่ก็ต้องดูว่าเข้าใจแล้วจะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปดู “ถ้อยแถลง” ที่นายอนุทิน และนายฮุน มาเนต ลงนาม สรุปเป็น 4 ข้อ คือ 1.นำอาวุธหนักออกจากชายแดน 2.ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด 3.ร่วมปราบแก๊งสแกม และ 4.บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ
จากข้อตกลงทั้งหมด ดูเหมือนว่ากัมพูชาจะโชว์การถอนรถถังออกจากชายแดนทันที แต่เท่าที่ฟังแล้วยังไม่คืบหน้า ยังคงเป็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมปราบปรามแก๊งสแกม
ทั้งๆ ที่ 2 เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องใหญ่ของชาวโลก แต่กัมพูชากลับเฉยๆ
อาการดังกล่าวทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า กระแสข่าวก่อนหน้านี้จะเป็นจริง
กระแสข่าวที่ว่าสาเหตุที่กัมพูชาลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเป็นเพราะไม่พอใจที่ไทยขยายผลกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ไม่ยอมหยุด
สอดคล้องกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า กัมพูชาเริ่มหาเหตุปะทะกับไทยก็เพราะไทยเข้าไปแตะขบวนการอาชญากรรมนี้
ส่วนกรณีวางทุ่นระเบิดนั้นมาทีหลัง แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเลิก
โดยทุ่นระเบิดที่พบล่าสุด เอโอทีได้เข้าพื้นที่ไปพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นของใหม่
ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ฝังอยู่ชายแดน ชนิดระเบิดไม่มีในไทย ดังนั้น กลุ่มที่ลอบเข้ามาฝังได้จะเป็นใครไปไม่ได้เลย
ส่วนกรณีแก๊งสแกม หากติดตามข่าวที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปประชุมที่คุนหมิง ประเทศจีน ก็พอจะเห็นเค้า
การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม 6 ประเทศ คือ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
การประชุมครั้งนี้ พล.ต.ท.จิรภพยืนยันต่อที่ประชุมว่า ไทยไม่มีฐานคอลเซ็นเตอร์ในประเทศ
และเห็นว่าปัญหา “สแกมเซ็นเตอร์” ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มิได้เป็นแค่อาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ได้กลายเป็น “เครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดน” ไปแล้ว
ที่น่าสนใจคือ ผลการสืบสวนเชิงลึกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ที่บูรณาการข้อมูลจากธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยข่าวกรองทางเทคนิค
พบว่า เส้นทางการเงินจากบัญชีม้า ส่วนใหญ่ถูกโอนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่ IP และสัญญาณเทคนิคจำนวนมากชี้ไปยังพื้นที่นอกประเทศไทย
ส่วนใหญ่พบว่า ศูนย์สแกมจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจของบางประเทศในภูมิภาค
ข้อมูลดังกล่าว ไทยได้ส่งมอบให้ประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการไปแล้วด้วย
ที่เหลือคือนำข้อมูลไปขยายผล และกวาดล้าง
ดังนั้น ภาพที่ควรได้เห็น คือ ความร่วมปราบแก๊งสแกม และร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ร่วมกันพิสูจน์ความจริงใจที่มีต่อสันติภาพ
ไม่ใช่ภาพทหารไทยขาขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดที่ถูกลอบวาง
นฤตย์ เสกธีระ

