หน้าแรก การเมือง ศาลฎีกาพิพากษ...

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ทักษิณ ต้องจ่ายภาษี ขายหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล.ให้สรรพากร

18.11.25 | 06:20 น.

ศาลฎีกาพิพากษากลับ”ทักษิณ”ต้องจ่ายภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล.ให้สรรพากร อีกคดีอสส.สั่งอุทธรณ์ปมม.112

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ศาลภาษีอากร ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (โจทก์) ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร (จำเลยที่ 1) ,นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ (จำเลยที่ 2) ,นายประภาส สนั่นศิลป์ (จำเลยที่ 3) และ นายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ (จำเลยที่ 4) ขอให้ศาลภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ ภงด.12-03025250-25600328-001-00005 ลงวันที่ 28 มี.ค.2560 ที่แจ้งให้ นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท (ภาษี ,เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม) ให้กับกรมสรรพากร

ต่อมาศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 ก.ค.2565 พิพากษาเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากร มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ (นายทักษิณ) ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบ

จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2566 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษา ที่ 2819/2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง

โดยศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานเเล้ว สรุปว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่ กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อ วัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหา ประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกาได้พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ คดีที่นายทักษิณ ชินวัตร โจทก์ ยื่นฟ้องคดีทางแพ่ง กรมสรรพากร จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน เรื่องภาษีอากร จึงมีผลให้นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรตามขั้นตอนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท

ส่วนความคืบหน้าในการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีให้สัมภาษณ์มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ที่เดิมมีการยื่นขยายระยะเวลาต่อศาลอาญาครั้งที่ 2 ไปถึงวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้มีความความเห็นว่า การกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดตามฟ้อง เห็นควรที่จะยื่นอุทธรณ์คดีให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาด จะถูกส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เจ้าของสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป

ข่าวแจ้งว่า เดิมการพิจารณาอุทธรณ์สำนวนคดีนี้ เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดคนก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้นำเรื่องการจะยื่นอุทธรณ์นี้เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะกรรมการพิจารณาคดี ม.112 ของอัยการ ขณะนั้นมีนายอิทธิพร อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการ ในครั้งนั้นคณะกรรมการดังกล่าวได้ประชุมพิจารณามีมติ 8-2 เห็นควรไม่อุทธรณ์ และส่งให้นายไพรัช อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว แต่จนพ้นตำแหน่งอัยการสูงสุด นายไพรัชก็ไม่ได้มีความเห็นว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ จนอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์คดีไปที่นายอิทธิพร อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน