หน้าแรก การเมือง ดีเอสไอ ออกหม...

ดีเอสไอ ออกหมายเรียก 8 ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. รับทราบข้อหาฟอกเงิน สัปดาห์นี้

18.11.25 | 11:29 น.

DSI ออกหมายเรียก 8 ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รับทราบข้อหาฟอกเงินในสัปดาห์นี้ สอบสวนเส้นเงิน-สอบปากคำพยานกลุ่มจัดฮั้ว พลีชีพ โหวตเตอร์-โพยฮั้ว 8 เดือน พบกลุ่มแรกส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายทางภาคใต้ ผู้สมัคร สว. – สว.ตัวจริง พฤติการณ์ชัดเจน

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นานกว่า 8 เดือน นับแต่วันที่ 6 มี.ค.68 ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษ

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปหลายร้อยคน มีการจัดทำเหตุการณ์จำลองทั้งสถานที่ใช้ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกระบวนการคัดเลือก พร้อมขอรับภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุจากหลายหน่วยงาน มีการตรวจสอบร่องรอยทางการเงินพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน 1,200 คน จาก 45 จังหวัด

อย่างไรก็ดี เพื่อพิสูจน์ทราบความสัมพันธ์ของกลุ่มขบวนการจึงได้มีการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ และจากข้อมูลการสืบสวนพบว่ายังมีผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาเกี่ยวข้องในพื้นที่ 45 จังหวัด เป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวน ออกหมายเรียกพยานแก่อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1,200 ราย เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม และเนื่องด้วยคดีมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก อธิบดีฯ จึงได้มอบหน่วยงานภายในสังกัดรวม 10 กองคดีที่เป็นคณะพนักงานสอบสวน เร่งดำเนินการสอบสวนปากคำพยานทั้ง 1,200 คนให้แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ต่อมาพบว่าบางรายจังหวัด อาทิ จ.บุรีรัมย์ พยานกลับไม่ให้ความร่วมมือเข้าพบพนักงานสอบสวน และยังมีข้อครหาจากพยานในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดขอนแก่น ที่ทำหนังสือร้องเรียนมายังอธิบดีฯ ว่าในการให้ถ้อยคำต่าง ๆ กับพนักงานสอบสวน พยานอ้างว่าถูกข่มขู่ บังคับให้รับสารภาพ จนอธิบดีฯ ได้สั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าถ้อยคำให้การของพยานถือเป็นการให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ เพราะครั้งแรกให้การอย่างหนึ่ง แต่มากลับคำให้การในตอนหลัง รวมถึงถูกข่มขู่บังคับรับสารภาพเพื่อให้ถูกกันไว้เป็นพยานในคดีจริงหรือไม่

Advertisement

รายยงานข่าวจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งดำเนินการมานานกว่า 8 เดือนนั้น ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ทยอยสอบสวนปากคำพยานกว่า 1,200 ราย ซึ่งก็มีส่วนน้อยที่ให้ความร่วมมือให้ปากคำให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ สารภาพ และให้การซักทอด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อคดี อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนไม่เพียงแต่ยึดในคำให้การของพยานเท่านั้น แต่ต้องสอบสวนพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานเรื่องเส้นทางการเงินที่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ ซึ่งค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างบุคคล

โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วงก่อนมีการเลือก สว. ระหว่างการจัดการเลือก สว. และภายหลังการได้รับเลือกให้เป็น สว. กระทั่งพบว่ามีพยานหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจน และคำให้การซักทอดของพยานรายอื่นที่บ่งบอกว่ามี “กลุ่มคณะบุคคลทางภาคใต้และเครือข่าย“ จำนวน 8 ราย มีพฤติการณ์กระทำความผิดฟอกเงิน ซึ่งทั้ง 8 รายนี้ค่อนข้างเป็นตัวการหลักสำคัญ บางรายเป็นผู้สมัคร สว. บางรายเป็น สว.ตัวจริง โดยพนักงานสอบสวนนัดหมายให้ทั้งหมดทยอยเข้ารับทราบข้อหาฟอกเงินภายในสัปดาห์นี้ และสามารถให้การชี้แจงภายในวันดังกล่าว หรือแจ้งขอส่งเอกสารชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหาในวันอื่นก็ได้

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีที่มีพยานในจังหวัดขอนแก่น ได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า เป็นพยานที่เคยมาให้การต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่ามีการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีบุคคลดังกล่าวและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง รวมทั้งให้การกับสถานที่ที่เกี่ยวข้อง กล่าวหาว่าได้สนับสนุนให้บุคคลต่าง ๆ ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการจัดทำโพยฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม

โดยบุคคลดังกล่าวขอให้การเพิ่มเติมอ้างว่าคำให้การที่เคยให้ก่อนหน้านี้นั้น เป็นการให้ถ้อยคำที่เกิดจากการข่มขู่ นั้น ตามขั้นตอนของดีเอสไอก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน โดยจะไปนำเอาบันทึกถ้อยคำให้การครั้งแรกของพยานรายดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับหนังสือร้องเรียนขอกลับคำให้การ ว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติอย่างไรบ้าง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พยานและต่อพนักงานสอบสวนผู้ทำหน้าที่สอบปากคำด้วย