⦁…ออกมานั่งหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ “สงครามและสันติภาพไทย-เขมร” ทั้งฝ่ายต้องรุกเพื่อเคลียร์อธิปไตยชาติ และฝ่ายตั้งรับที่ต้องเผชิญผลกระทบ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เริ่มไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ยืนแข็งในทางตอบโต้เล่ห์กลการใช้ความรุนแรง แล้วพลิ้วลิ้นเบี่ยงเบนความเป็นจริง” ขณะเดียวกัน “ทำความเข้าใจกับนานาชาติอย่างยืนยันในเจตนารมณ์รักษาสันติภาพ” พร้อมกับ “เจรจาทางการไปตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น” เพียงแต่ล่าสุดยังอยู่ที่ “คณะกรรมการเจรจาของสหรัฐ” ยังทำได้แค่ “รอสัญญาณจากทรัมป์” ว่าจะอนุมัติให้เดินต่อหรือไม่ หลังสั่งหยุดจนกว่าไทยจะคืนสู่ “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” แต่ “เรายังจำเป็นต้องระงับ”
⦁…เศรษฐกิจประเทศไม่ดีเอาเสียเลย ทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ประเมินวิเคราะห์ ไม่ว่า “ทีดีอาร์ไอ-สภาพัฒน์” หรือกระทั่ง “รองนายกฯเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ล้วนประสานเสียงไปในทางเดียวกัน ทำนองต้องตั้งหลักกันครั้งใหญ่ เพราะกระทั่ง “การลงทุนภาครัฐ” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่บริหารจัดการง่ายที่สุด ยังสะดุด เพราะ “กลไกราชการไม่เบิกจ่าย”
⦁…เพียงแต่ที่ลึกลงไปต่างรับรู้กันว่าเกิดจาก “การจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า” ที่เกิดจากสภาวะ “งูกินหางในมาตรการภาษี” หลัง “ภาษีทรัมป์” การส่งออกที่ตกวูบ ธุรกิจในประเทศทรุด แก้สินค้าราคาถูกที่ได้รับสิทธิทางการค้าไม่ได้ “เก็บภาษีมากเท่ากับซ้ำเติม ยกเว้นมากรายได้รัฐก็ขาดแคลน” กลายเป็นภาวะ “เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ถูก” กระอักกระอ่วนไปทั่ว “คนละครึ่งพลัส” ที่พอช่วยค่าครองชีพประชาชนได้ ที่สุดแล้วหมุนกลไกเศรษฐกิจไม่ได้มากนัก เพราะหากจะให้ระบบฟื้นตัว “ต้องใช้เงินมากกว่านี้เยอะ” ในสถานการณ์ “หนี้สาธารณะเต็มเพดาน” ทุกอย่างขยับยากไปหมด
⦁…หันกลับมาที่ “การเมือง” เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ทักษิณ ชินวัตร แม้เนื้อหาจะเป็น “คดีจากเหตุส่วนตัว” แต่ที่เห็นจากมุมมอง “ทุกกูรู” ล้วนทุบโต๊ะไปในทางเดียวกันคือ “สู่เกมเล่นกันแรงถึงเอาตายแล้ว” คือสลาย “เพื่อไทย” ให้หมดสภาพ ควบคุม “ผลการเลือกตั้ง” ให้เป็นไปตามเป้าหมายแบบไม่มีความเสี่ยงที่ให้ “หืออือ” เป็นอื่น เชื่อกันว่าหลังจากนี้ ปรากฏการณ์ “เปลี่ยนสีเสื้อ” น่าจะเกิดให้เห็นถี่ และชัดเจนขึ้น ด้วยเสียงกระซิบให้รู้กันว่าประเทศต้องไปทางไหน
⦁…ว่ากันว่า “พรรคเล็กๆ” ที่ชี้ชวนให้จับตามากกว่า เป็น “พรรคเก่าที่รีสตาร์ตใหม่” กับ “พรรคใหม่ที่เกิดสดๆ” อย่าง “ประชาธิปัตย์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกลับมาถือธงนำ “พรรคเศรษฐกิจ” ของที่อุดมการณ์แบบ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ และ “โอกาสใหม่” ศูนย์รวม “อดีตปลัดกระทรวง” ที่หนุนด้วย “ทุนของจริง” น่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสีสันสดใหม่
⦁…สำหรับ “พรรคประชาชน” ที่รอบนี้ชัดเจนว่าจะชู “HOW” คือจะทำอย่างไรเพื่อ “พัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง” มุ่งเน้นที่เจตนารมณ์ “เอาจริง” คือ “เชื่อมั่นว่าทำได้ หากมุ่งมั่นทำให้จริง” แต่อย่างที่ทุกคนในพรรคนี้รู้ตัวเองว่า หาก “ไม่ได้เสียงเกินครึ่งสภา” โอกาสที่จะร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น ด้วยแนวคิดแบบนี้ “แทบเป็นไปไม่ได้” ขณะที่หากละทิ้งแนวคิด เท่ากับ “ล้มเหลวในเจตนารมณ์” ตั้งแต่แรก เป็นโจทย์ที่ดี แต่ยากทั้งขาดเงื่อนไขของตัวเอง และการยอมรับจาก “พรรคอื่น”
⦁…สุดท้ายแล้ว ใครบ้างไม่เห็นว่ามีแต่ “ภูมิใจไทย” ที่ยืนหัวแถวทุกความเป็นไปได้ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่ “บ้านใหญ่ทั้งหลาย” ที่ต้องยอมรับมาว่าหากนับประสบการณ์ทางการเมืองถือว่า “แม่นยำในการอ่านแนวโน้ม” พากันไหลมาเรียกหา “เสื้อสีน้ำเงิน” ไม่หยุด แต่หากถามว่า “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งใหญ่จะเป็นอย่างไร” ได้แต่ภาวนาให้มีคำตอบที่หายใจได้ทั่วท้อง







