กลุ่มสว.สำรอง ยื่นดีเอสไอ เอาผิด ‘พยาน’ กลับคำให้การคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว.
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ เรียกร้องให้ดำเนินการต่อกรณีมีผู้กลับคำให้การในคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั่งยี่-ฟอกเงินสว. โดยมี นายสมเกียรติ เพชรประดับ ผอ.ส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ กองบริหารคดีพิเศษ เป็นตัวแทนรับเรื่องดังกล่าว
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ตามที่มีปรากฏทางสื่อสารมวลชนว่ามีพยานผู้ให้ถ้อยคำในคดีอั้งยี่และฟอกเงินที่เคยให้ถ้อยคำที่เป็นสาระสำคัญในคดีเกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดในการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 จำนวนหลายรายและบางรายเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองสำคัญ รวมทั้งได้เคยให้ข้อมูลถึงที่มาและกรรมวิธีในการจัดทำโพยฮั้วในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในรอบประเทศปี 2567
และข้อความในสำเนาหนังสือที่ส่งมาด้วยได้ระบุว่า พยานรายนี้ได้ขอกลับคำให้การ โดยอ้างว่าที่เคยให้การไว้เดิมนั้นเกิดจากการล่อลวง ข่มขู่ ให้การโดยการเตรียมเรื่องไว้ให้โดยตัวเองให้การไปเพราะเกิดความเกรงกลัวและได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ต่อ พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจอำเภอเมืองขอนแก่นแล้วจึงได้แจ้งเรื่องมายังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณา
เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แล้ว น่าเชื่อว่าพยานรายนี้เดิมน่าจะตกเป็นผู้ต้องหาที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในการพิสูจน์การกระทำผิดของผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญและสามารถที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการทำผิดของผู้กระทำความผิดนั้น จึงได้รับการกันตัวเป็นพยาน อย่างไรก็ตามเมื่อพยานรายนี้ได้กลับคำให้การโดยอ้างว่าคำให้การเดิมไม่มีความจริง อ้างว่าถูกบังคับข่มขู่จึงถือว่าพยานรายนี้ได้ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จไว้จึงทำให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง ซึ่งจะต้องดำเนินคดีกับพยานรายนี้ตามข้อเท็จจริงและข้อหาความผิดตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป
สำหรับพฤติการณ์ของพยานรายนี้ที่กลับคำให้การ ถือว่าเข้าข่ายความผิดในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอื่นซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายซึ่งเป็นความผิดในกฏหมาย จึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาดำเนินการในฐานความผิดในทุกบทกฏหมาย
ที่พยานรายนี้กล่าวอ้างว่าถูกข่มขู่ในการเป็นพยานในครั้งแรกนั้น จึงถือว่าเป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ เพราะหากมีการข่มขู่หรือหลอกลวงจริง ผู้กลับคำรายนี้จะต้องแจ้งชื่อหรือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือรายละเอียดพฤติการณ์แห่งการถูกข่มขู่นี้ได้อย่างชัดเจนและจะต้องมีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อผู้ ข่มขู่ในข้อหาข่มขืนใจหรือกระทำการใดให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการหรือจำยอมกระทำต่อสิ่งใดหรือไม่กระทำการนั้นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 โดยจะต้องมีการร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ข่มขู่รายนี้ให้ถึงที่สุด
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ดังนั้นคณะสมาชิกวุฒิสภาสำรองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับเรื่องคดีการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกันกับคดีอั่งยี่และฟอกเงินซึ่งเป็นคดีพิเศษและยังมีส่วนเป็นผู้กล่าวหา และเป็นพยานในคดีพิเศษด้วยอีกส่วนหนึ่ง จึงขอเรียกร้องมายัง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ดำเนินการกับผู้ที่มีการกลับคำให้การต่างๆ ในทุกรายในคดี อั้งยี่และฟอกเงินอย่างเคร่งครัดและจริงจัง
โดย 1.ขอให้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับคำให้การขอผู้ที่มีการกลับคำให้การในทุกรายโดยให้ชั่งน้ำหนักพยานความให้ความน่าเชื่อถือจากคำให้การในครั้งแรกที่มีรายละเอียดที่ชัดเจนสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆที่มีมากและมีความน่าเชื่อถือมากกว่าคำแก้ตัวเพียงอ้างว่าถูกข่มขู่ในการให้การในครั้งแรก
2. ขอให้เพิกถอนสิทธิในการถูกกันตัวเป็นพยานของบุคคลที่กลับคำให้การและดำเนินการต่อพฤติการณ์และการกระทำผิดของบุคคลนั้นนั้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างเคร่งครัด
3.ขอให้ ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้กลับคำให้การในทุกรายในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอันอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย อย่างจริงจังในทุกราย และทุกบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
4. ให้สอบสวนถึงรายละเอียดของผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ข่มขู่หรือบังคับหลอกลวงในการให้การก่อนหน้านี้ตามที่ผู้กลับคำให้การกล่าวอ้างในทุกราย เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลนั้นอย่างถึงที่สุดในข้อหาข่มขืนใจหรือกระทำการใดให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.309

