หน้าแรก การเมือง บิ๊กโจ๊ก เข้า...

บิ๊กโจ๊ก เข้าแจงสภา อัดถ้านายไม่ส่งเสริม ลูกน้องก็ไม่กล้าซื้อขายตำแหน่ง จี้นายกฯ สั่ง ผบ.ตร.หยุดปฏิบัติหน้าที่

19.11.25 | 14:46 น.

บิ๊กโจ๊ก เข้าแจง กมธ.การกฎหมายฯ ส.ว. ซัดตำรวจซื้อขายตำแหน่ง ลั่นถ้าเราไม่ส่งเสริม ลูกน้องก็ไม่กล้าทำ ชี้จากคนไร้อำนาจ พอขึ้นมาก็เอาหมดทุกอย่าง บีบ ‘นายกฯหนู’ รีบตัดสินใจ หากปล่อยไปเสี่ยงละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์ และเว็บพนัน ว่า วันนี้เป็นข้อมูลคล้ายเดิมกับข้อมูลที่เคยให้กับคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แต่อาจจะมีเพิ่มเรื่องเส้นเงินนิดหน่อย

โดยในวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งจะเข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ สภา จะมีมากกว่านี้ คือเรื่องการซื้อขายตําแหน่งที่เป็นข่าวอยู่ เนื่องจาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ซึ่งได้ข้อมูลส่วนนี้มาพอสมควรแล้ว เพียงรอเวลาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ สภา และได้มีการเปิดเผยจากหลายภาคส่วนออกมาแล้ว วันนี้นายอัจฉริยะจึงไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ

“องค์กรตํารวจวันนี้มันพังพินาศ เพราะคนที่ขึ้นมาเป็น ผบตร. ถ้าคนที่ขึ้นมาอย่างเหมาะสม องค์กรตํารวจเราต่อสู้กับเรื่องอย่างนี้มาอย่างยาวนาน ในเรื่องซื้อขายตําแหน่ง แต่วันนี้องค์กรเรา จะยุบ ผบ.ตร.ต่อศักดิ์ ทั้งส่วยเว็บพนัน ส่วยต่างๆ ยาเสพติด ยังจะยุบ ผบ.ตร.กิตติ์รัฐอีก และยังมาเจอเรื่องซื้อขายตําแหน่งอีก คุณไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า คุณไม่รู้เรื่อง เพราะมันเป็นไลน์ของตัวเอง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

Advertisement

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า เรื่องการซื้อขายตําแหน่งต่างๆ แสดงว่ามีคนที่ไม่พอใจ เมื่อเอาตังค์เขาไปแล้ว ก็ไม่ดําเนินการให้เขา ต้องกราบเรียนว่า ถ้าวันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ต้องดําเนินคดีกับผู้ที่มาขอให้แต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ มาตรา 87 ระบุ ผู้ขอให้แต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งเป็นความผิดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐจะต้องดําเนินคดีกับทุกคนที่มาขอ หรือส่งไลน์มา และรวมถึงภรรยาของตัวเองด้วย หากตัวเองไม่เกี่ยวข้องจริงๆ พร้อมย้ำว่า วันนี้ท่านปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันร้อนทุกหัวระแหง ไม่มีใครเขาทำแบบนี้ ถ้าเราไม่ส่งเสริม ลูกน้องก็ไม่กล้าทำ เห็นหรือไม่ว่า วันนี้ตํารวจกล้าโอนเงินจากบัญชีเว็บไซต์พนันเข้าบัญชีของตัวเอง ไม่รวมภาพกระเป๋า เงินสด นาฬิกา รถ ที่สามารถไปตรวจสอบได้หมด

คนนี้มาจากคนไม่มีอำนาจ พออยู่ๆ มีอํานาจ โห เอาหมดทุกอย่าง เหมือนคนไม่เคยเจอของ เว็บพนันก็เอา ซื้อขายตำแหน่งก็เอา ไม่เลือก เราต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ปล่อยข้างล่างให้เขาแต่งตั้งกันไป อย่าเอื้อมมือไปล้วง นอกจากนั้น ยังทราบมาว่ามีโควต้าตำแหน่งด้วย”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยืนยันว่าการเปิดเผยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเอง มันคนละเรื่องกัน ขออย่าทำให้สังคมบิดเบือน ถามว่าคดีของตนเองเกี่ยวข้องอะไรกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม จะไปเกี่ยวอะไรกับเว็บพนันที่จ่ายให้ตำรวจไซเบอร์ มันคนละประเด็นกัน ส่วนที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองจเรตำรวจแห่งชาติ ขอให้ประชาชนคิดก่อนฟังข้อมูลที่ตนเผยแพร่นั้น สิ่งที่ตนพูดไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนเชื่อ แต่อย่าคิดว่าประชาชนโง่ การที่พูดเช่นนี้เป็นการดูถูกประชาชน เค้ารู้ว่าอะไรคือเท็จหรือจริง ตนตามพยานหลักฐานและเอกสาร ส่วนคดีความของตนขอให้ประชาชนตราหน้าไปว่าตนผิด ตนจะต่อสู้เอง แต่วันนี้สิ่งที่ประชาชนสงสัยคือ เหตุใดถึงเลือกดำเนินคดีแค่กับตน อีกทั้งตำรวจ 200 คน ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันก็ยังทำงานอยู่ตามปกติ

“ถ้านายกฯหนูไม่สั่งให้ ผบ.ตร.หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือให้ไปช่วยราชการ ดังนั้นก็จะต้องโดนเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ผมไม่เชื่อว่านายกฯหนูจะรับเงินรับทอง แต่ประชาชนสงสัยว่ารับประโยชน์อื่นใดหรือเปล่า นายกฯหนูจึงต้องรีบตัดสินใจ”

จากนั้น ในช่วงต้นของประชุมกรรมาธิการ ที่มี พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานในที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่เดินทางมาให้ข้อมูล รวมถึงสื่อมวลชนที่ติดตามทำข่าว

พล.ต.ท.บุญจันทร์กล่าวด้วยว่า ตามที่มีหลายคนถามว่า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศ ส.ว. มีไว้ทำอะไร ก็เพื่อการนี้แหละ เรามาศึกษาวิเคราะห์ว่า ข้อมูลที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ชี้แจงมาทางเรา เราจะส่งตรงไปสู่ผู้บริหารประเทศ รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานราชการ ให้ได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้บ้านเมืองเราดูดีในสายตาชาวโลก

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการคณะกรรมาธิการได้แจ้งว่า ตามที่ได้เรียนเชิญทั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ นายอัจฉริยะแจ้งว่าไม่ได้มาร่วมการประชุม จึงคงเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก่อนที่เมื่อจะเข้าสู่วาระการประชุม ประธานในที่ประชุมได้เชิญสื่อมวลชนออกจากห้อง