หน้าแรก การเมือง โสภณ เผย แผนร...

โสภณ เผย แผนรับมือ PM2.5 จูงใจเกษตรกรไม่เผา ลั่นได้ทำงานนานกว่านี้ จะเปลี่ยนรถเมล์เป็นไฟฟ้า

19.11.25 | 17:19 น.

‘โสภณ’ แจง เตรียมรับมือ’PM2.5′ ทั้งระยะสั้น-ยาว ยัน ‘เผาจริงจับจริง’ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลือกแปรรูปแทนการเผา สั่งกรมการขนส่งทางบกตรวจสภาพรถจริงจัง ชี้ ถ้าได้ทำงานนานกว่านี้จะเปลี่ยนรถเมล์เป็นไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เวลา 16.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุม เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการให้หน่วยงาน เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม และกรมประชาสัมพันธ์ ให้บูรณาการร่วมมือกัน ตามภารกิจที่ตัวเองมี อย่างกระทรวงมหาดไทยก็ให้ประสานงานกับระดับท้องถิ่น ในการที่จะให้ความรู้อย่างจริงจังกับประชาชน และใช้มาตรการบังคับใช้อีกทีหนึ่งเผาจริงจับจริง ถึงจะลดได้

นอกจากนี้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอแนวทางการป้องกันไฟที่เกิดจากมนุษย์ คือการเผาป่า ได้ร่วมมือกับทางกระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรีจะส่งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมมือกับกรมป่าไม้ที่จะป้องกันไฟป่า โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาระยะสั้น

นายโสภณกล่าวว่า ส่วนในด้านระยะยาว เนื่องจากสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 มีใหญ่ๆ อยู่ 3 อย่างคือ

1.พื้นที่ป่า เนื่องจากพื้นที่ป่าที่มีน้อยอยู่แล้วถูกไฟเผาดังนั้นในอนาคต รัฐบาลก็ต้องวางแผนในการปลูกป่าเพิ่ม

Advertisement

2.พื้นที่เกษตร ปัญหาใหญ่ๆ คือพืชไร่กับนา รัฐบาลก็ได้ให้กระทรวงเกษตรไปปรับกลยุทธ์ หาแรงจูงใจให้เกษตรกรไม่เผาวัสดุเกษตรอย่างฟาง แต่เลือกที่จะแปรรูป อย่างการทำเห็ดฟาง หรืออัดฟางเป็นของตกแต่ง ทำปุ๋ยหมัก

3.ชุมชนเมือง อย่างกรุงเทพฯนั้น จะให้กระทรวงคมนาคมจริงจังกับมาตรการการตรวจสภาพรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์ที่อายุมาก ปล่อยควันพิษสร้างผลกระทบในวงกว้าง

รัฐบาลในปีนี้มุ่งมั่นที่จะลด และแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเหมือนปีที่ผ่านๆ มา

เมื่อถามถึง กรณีที่เกษตรกรเคยบอกว่าการนำไปแปรรูปไม่คุ้ม การเผาจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า นายโสภณกล่าวว่า มีข้อเสนอหนึ่งที่ตนเสนอในที่ประชุม ว่าเรากำลังทำคนละครึ่งพลัส ว่าหากคุณรณรงค์ให้ไถกลบ รับครึ่งหนึ่ง เรากำลังคิดประเด็นนี้ที่จะใช้งบกลาง เนื่องจากหลายหน่วยงานที่จะมาขอใช้งบกลางแก้ปัญหาในตรงนี้ตนก็ได้บอกให้ไปดูกิจกรรมว่าถึงประชาชนหรือไม่ สรุปก็คือเกษตรกรต้องมีแรงจูงใจไม่ใช่บอกเพียงว่าห้ามเผา เช่น อีกอย่างหนึ่งคืออ้อยซึ่งใช้รถตัด ซึ่งพอตัดแล้วจะเหลือใบอ้อยจำนวนมาก ก็ถูกเผาอยู่ดี แต่ใบอ้อยที่เหลือนั้นที่จริงแล้วสามารถนำไปสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ แต่ที่ยังทำไม่สำเร็จเนื่องจากราคาต้นทุนใบอ้อยที่เกษตรกรขายได้นั้นราคาต่ำ ไม่คุ้ม จึงไม่เกิดแรงจูงใจ ดังนั้นเราจึงต้องเจรจากับกระทรวงพลังงาน ในการที่จะรับซื้อใบอ้อย ไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าชีวมวล ก็เป็นเรื่องระยะยาวที่เราจะต้องทำร่วมกัน

เมื่อถามถึง กรณีที่เคยมีการสังเกตรถเมล์ฝุ่นควันดำปล่อยมลพิษเยอะ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบ นายโสภณกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะจะพัฒนา ขสมก.ยุคไหนก็ยาก เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่ารถเมล์บางคันสภาพไม่ไหว ถ้าจะให้ประชาชนและเอกชนทำรัฐก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง อย่าเอารถเก่ามาวิ่ง พวกตนเพิ่งทำงานมาเดือนเดียวหากได้ทำมากกว่านี้ก็จะเปลี่ยนรถเมล์ ให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า ก็มีแนวทางอยู่ ในยุคใหม่ก็จะเป็นรถเมล์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในเมือง เหมือนประเทศที่เขาเจริญมากกว่าเรา

เมื่อถามต่อว่า จะมีการตรวจเข้ม ขสมก.มากขึ้นหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ได้ให้นโยบายไปแล้ว ไม่ใช่ตรวจเข้ม ขสมก. แต่ต้องเป็นกรมการขนส่งทางบก ต้องให้มีการตรวจสภาพรถจริงๆ

เมื่อถามว่า จะมีแนวทางเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างไรบ้าง นายโสภณกล่าวว่า ตอนนี้เรามีปัญหาชายแดนอยู่ ก็จะขอความร่วมมือ ส่วนฝั่งทางเหนือก็เป็นเรื่องของระหว่างรัฐ ที่จะต้องช่วยกัน เขาเผาเขาก็เดือดร้อนเองด้วย เดี๋ยวเขาก็เลิกเผา