รีแคป ‘พ.ร.บ.อุ้มหายฯ’ 3 ปีผ่านไป กล้องยังไม่พร้อม? อดีต ส.ส.ยะลา ชี้ไม่ต้องรอ 5 ปี แก้ได้เลย
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมสัมมนา B1–2 อาคารรัฐสภา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่าย จัดงานเสวนา “นับถอยหลัง! ครบรอบ 1 ปี การติดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน : ก้าวต่อไปของรัฐสภาไทยในการคุ้มครองเหยื่อทรมานและอุ้มหาย”
ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะครบรอบหนึ่งปี หลังจากรายงานจากคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติเปิดตัว รายงานดังกล่าวประกอบไปด้วยข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในฐานะชาติสมาชิกทั้งนี้ เพื่อตั้งคำถามว่า รัฐไทย ได้ขับเคลื่อนถึงไหนแล้ว และสิ่งใดที่ยังต้องผลักดันต่อ ให้การคุ้มครอง ป้องกัน การทรมานและการบังคับสูญหายเกิดขึ้นจริงในเชิงระบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยวงเสวนาแรกในหัวข้อ ‘ความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเร่งด่วน’
จากนั้นต่อด้วยวงเสวนาที่ 2 ‘บทบาทฝ่ายนิติบัญญัติและทิศทางการแก้ไขกฎหมาย’ โดย นายรอมฎอน ปันจอร์ ผู้แทนพรรคประชาชน, ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย, นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์, นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ผู้แทนพรรคกล้าธรรม ดำเนินรายการ อภิสิทธิ์ ดุจดา รองบรรณาธิการสำนักข่าวทูเดย์
ในตอนหนึ่ง นายอาดิลัน ผู้แทนพรรคกล้าธรรม ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ยะลา เขต 1 ซึ่งเป็นอดีตทนายความ กล่าวว่า จากที่มีการกล่าวถึงปัญหาของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งตนอยากนำเรียนว่า ทางคณะกรรมการฯ ได้มีความพยายามที่จะแก้ไข เพื่อให้องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ มีผู้แทนทั้งผู้เสียหายและผู้สูญหายด้วย แต่เมื่อเสนอไปในชั้น วุฒิสภา ก็มีการปรับแก้และใช้ร่างหลักของรัฐบาล จึงเป็นที่มาของ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ฉบับปัจจุบันนี้ ที่ใช้มาร่วม 3 ปี ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีทบทวนดูว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะกลับไปใช้ร่างที่ผ่านการพิจารณาของ ส.ส.

“แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ว่า เราอย่าไปติดกับดักว่าต้องรอ 5 ปี เราสามารถจะปรับปรุงแก้ไขได้ทันที หากเห็นอุปสรรคของกฎหมาย เหมือนอย่างที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ปัญหาอะไรที่ล้าหลัง ไม่เป็นธรรม สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทันที” นายอาดิลันกล่าว
นายอาดิลันกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของ ‘อายุความ’ โดยตัวกฎหมายเอง ในเรื่องของการสูญหาย มีการเขียนไว้อยู่แล้ว ว่ายังไม่ได้นับอายุความจนกว่าทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย อยากนำเรียนว่า ในคณะอนุกรรมาธิการตากใบ ซึ่งตนมีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้น ทำให้ได้เห็นถึงสภาพปัญหาของกฎหมายฉบับนั้นว่า ‘กรณีตากใบ’ เป็นประเด็นสำคัญ ว่าถ้ามีอายุความขึ้นมาในคดีสำคัญ ก็อาจจะทำให้คนผิดลอยนวลได้ เพราะมีอำนาจในช่วงเวลาที่อายุความยังมีอยู่ อย่างที่ปรากฎให้เห็น
“ในฐานะที่เคยเป็นอดีต ส.ส. แล้วอนาคตเราต้องต่อสู้ทางการเมืองต่อไป ก็อยากฝากทุกพรรคการเมือง ถ้าเราดูเจตจำนงในการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะต้องมีองค์ประกอบจาก ‘ผู้เสียหายและสูญหาย’ รวมไปถึงเรื่อง ‘อายุความ’ ด้วย เป็นสิ่งที่อยากย้ำว่า ฝ่ายการเมือง คงจะต้องยืนยันที่จะปรับแก้ในอนาคตต่อไป” นายอาดิลันชี้
เมื่อถามว่า กฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ใช้มาแล้ว 3 ปี มีประเด็นปัญหาส่วนใดที่พบบ้าง ?
นายอาดิลันเผยว่า ส่วนตนมาจาก จ.ยะลา ตนขอกล่าวถึงสภาพปัญหาจากสิ่งที่เจอในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเรื่อง ‘การใช้บังคับกฎหมายพิเศษ’ เรื่องการสอบสวน หรือผู้แทนอัยการที่อาจจะไม่อยากก้าวล่วงให้ความเห็นในมุมอื่น ว่าได้หรือไม่ได้อย่างไร ในกรณีที่มีกฎหมายพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถ อ้างเหตุฉุกเฉิน หรือร้ายแรงได้เลย ฉะนั้นจะต้องมีการบันทึกภาพและเสียง ตั้งแต่วินาทีแรกที่มีการควบคุมตัว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถบันทึกได้ แต่ต้องเป็นเพียงเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากกล้องไม่มี สามารถใช้กล้องโทรศัพท์ได้
“แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ ในทางคดี เราไม่สามารถรู้ได้เลย ว่ามีการบันทึกภาพหรือไม่ เว้นแต่คดีที่มีการรับสารภาพ ก็จะมีการบันทึกภาพวิดีโอ ขณะตอบคำถาม ซึ่งผมเคยถามว่าเรามีแนวทางหรือไม่ เพื่อกำชับพนักงานสอบสวน ว่าคุณต้องส่งภาพ และทนายความมีสิทธิที่จะขอหมาย ให้อัยการส่งไฟล์ภาพเหล่านั้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราขอไป ก็ไม่มีข้อมูล คือสิ่งที่เกิดขึ้น” นายอาดิลันกล่าว

ทางด้าน นายรอมฎอน ผู้แทนพรรคประชาชน กล่าวถึงสิ่งที่ควรจะทบทวนแก้ไข โดยชี้ว่า เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่อง ‘วันที่’ กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา 25 ต.ค.2565 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการครบรอบ 18 ปี เหตุการณ์ตากใบ ซึ่งจะต้องทิ้งระยะเวลาไปอีก 120 วัน ด้วยเหตุผลควาพมร้อมของเจ้าหน้าที่
“แต่ทุกท่านคงเห็นแล้วว่า ผ่านมา 3 ปี ดูเหมือนเรื่องความพร้อม ยังคงเป็นปัญหาอยู่ อย่างน้อยที่สุดประเด็นที่ชัดเจน คือการบันทึกภาพ ตามมาตราที่ 3 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ฉบับนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงไม่สามารถทำได้อย่างที่ควรเป็น ด้วยตัวกฎหมายที่ไม่สามารถใช้ได้จริง”
ความจริงที่น่าเจ็บปวด คือคงมีคนบันทึกอยู่แหละ แต่เรายังไม่มีเหตุที่จะดึงข้อมูลเหล่านั้นมา ซึ่งจากการลงพื้นที่ครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ภาค 4 ก็ยอมรับ ว่าในชุดเล็กมี 12 เขายืนยันกับเราได้ว่า มีเพียงคนเดียวที่มีกล้อง” นายรอมฎอนเผย
นายรอมฎอน ยังกล่าวถึงปัญหาหลายอย่างรวมถึงหนึ่งในนั้นคือ ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของเราในอนาคต ในการบริหารราชการที่จะต้องเตรียมงบประมาณอย่างค่อยเป็นไป ในการเพิ่มความสามารถในการทำตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นในทางการเมือง จากการตั้งคำถามเรื่องกรอบในเชิงปฏิบัติด้วย


