หน้าแรก การเมือง ไผ่ ดาวดิน ถู...

ไผ่ ดาวดิน ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุมกักโรคนาน ลูกเกด ชลธิชา จี้ ราชทัณฑ์แจง

20.11.25 | 15:30 น.
ภาพจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

จดหมายจาก ไผ่ ดาวดิน ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุมกักโรคนาน ขู่ไม่ส่งไปอยู่แดน 4 สุดท้ายถูกส่งไปแดน 8 แทน ด้าน ลูกเกด ชลธิชา จี้ ราชทัณฑ์แจง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ได้โพสต์ จดหมาย ผ่านเฟซบุ๊ก ไผ่ ดาวดิน – จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา – Jatupat Boonpattararaksa

โดยระบุ “#จดหมายจากไผ่ ผมใช้กาแฟผสมน้ำ ปั้นแล้วเขียนใส่ผนัง เพื่อประท้วงการกักขังโรคที่นานจนเกินไป

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 68 ที่ผ่านมา ผมและครูใหญ่ย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้เข้าไปกักตัวห้อง 13 แดน 2 ซึ่งโดยปกติเราจะต้องถูกกักโรค 5 วันแล้วจึงจะได้จำแนกลงมาใช้ชีวิตข้างล่าง แต่เมื่อครบ 5 วันตามกำหนดเพื่อนผู้ต้องขังในห้องอื่นๆ ถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่างๆ แล้ว ผมยังต้องกักโรคอยู่ เหมือนถูกกลั่นแกล้งจากผู้คุม ผมจึงประท้วงโดยใช้ข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 63 “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” มาเขียนบนผนัง

วันต่อมา นายนิภัทรชล หินสุข ได้ให้ผู้ช่วยงานเรือนจำมาใส่กุญแจมือไขว้หลัง ให้มาประกบผมซ้ายขวา แล้วพาผมลงไปสอบถามที่หน้าแดน 2 ในช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่ ชื่อ นายสันติ ป้องนพ ขึ้นมาที่ห้องกักโรคที่ผมอยู่ เพื่อถ่ายรูปและยังขู่ว่า จะไม่ให้ไปอยู่กับอานนท์และเพื่อนคู่คดีที่แดน 4 จะให้ไปอยู่ที่แดน 8

Advertisement

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม 68 คณะกรรมการจำแนกได้ให้ผมกับครูใหญ่ไปอยู่แดน 8 ตามที่นายสันติได้ขู่ไว้จริง หลังจากนั้นก็มีคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาสอบถามข้อเท็จจริงจากผม และเรื่องราวก็เงียบไป

จนกระทั่งได้ทราบจากญาติว่าการจองเยี่ยมญาติใกล้ชิด ในวันที่ 27 พ.ย. ช่วงบ่ายของผมถูกตัดสิทธิ์ โดยที่ผมไม่ได้รับแจ้งผลของคณะกรรมการสอบวินัยด้วยซ้ำ

“ผมโดนตัดสิทธิ์ที่จะได้พบปะญาติพี่น้องในวันเยี่ยมญาติใกล้ชิด”

นอกจากนี้ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ก็ได้โพสต์ผ่านเฟซบุีก Lookkate Chonthicha – ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว ระบุว่า [เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ กรมราชทัณฑ์ ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีตัดสิทธิ์ ไผ่ ดาวดิน เยี่ยมญาติใกล้ชิด และต้องเร่งพัฒนากลไกร้องเรียนที่รวดเร็วและปลอดภัย]

ดิฉันได้รับทราบข้อมูล และรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่งต่อกรณีของคุณ ไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกตัดสิทธิ์ในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยอาจมีสาเหตุมาจากการเกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ผู้คุมตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

การเยี่ยมญาติใกล้ชิด คือกระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนกลับสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำรูปแบบหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและพฤตินิสัยของผู้ต้องขังที่ถูกจำกัดเสรีภาพมาอย่างยาวนานภายในเรือนจำ ให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและญาติ ให้ผู้ต้องขังได้รู้สึกถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองผ่านอ้อมกอดของบุคคลอันเป็นที่รัก แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสิทธิ์ผู้ต้องขังในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด มักจะถูกใช้เป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขังที่ทำผิดกฎระเบียบของเรือนจำมาโดยตลอด แม้แต่ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฉบับปัจจุบันเอง ยังมีปัญหาเรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างจนเกินไปในการใช้ดุลยพินิจเรื่องโทษทางวินัย เพียงแค่การกระทำเพียงเล็กน้อยที่อาจขัดหูขัดตาเจ้าหน้าที่ผู้คุมก็อาจผิดวินัยได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นแล้ว ปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่นำมาสู่การพรากสิทธิในการได้เยี่ยมญาติใกล้ชิดของผู้ต้องขัง จึงไม่เพียงแต่กระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ต้องขังและญาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและเป้าหมายสูงสุดของกรมราชทัณฑ์ในการคืนคนสู่สังคมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการถูกตัดสิทธิ์การเยี่ยมญาติใกล้ชิดของคุณไผ่ รวมถึงการถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัย จะมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ผู้คุมจริงตามข้อสังเกตของคุณไผ่หรือไม่ และเป็นบทลงโทษทางวินัยจริงตามข้อสังเกตของดิฉันหรือไม่ ดิฉันเห็นว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต้องเร่งชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อคุณไผ่ ญาติ และทนายความอย่างตรงไปตรงมาโดยเร็ว และกรมราชทัณฑ์ ต้องเร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนของคุณไผ่ต่อเจ้าหน้าที่ผู้คุมที่อาจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ อย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใสผ่านการรับรู้ของผู้ต้องขัง ญาติ และทนายความ รวมถึงต้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ต้องขังและผู้ร้องเรียนตลอดกระบวนการ และต้องเร่งพัฒนากลไกการร้องเรียนสำหรับผู้ต้องขัง ที่รวดเร็วและปลอดภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกเรือนจำ โดยดิฉันขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ควรสามารถพรากสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิดของผู้ต้องขังไปได้ หากกระบวนการตรวจสอบวินัยหรือกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้ต้องขังรับทราบ เพื่อให้ความเป็นธรรมและประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังที่พึงได้รับ อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์เพื่อคืนคนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพโดยแท้จริง