หน้าแรก การเมือง อนุทิน ชี้ ไท...

อนุทิน ชี้ ไทยกลับเข้าสู่เรดาร์โลก เบรกประเทศที่3 แค่ไกล่เกลี่ย อย่าเป็นคู่เจรจา ย้ำไม่ยอมเสียอธิปไตย

20.11.25 | 18:59 น.

“อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษงาน “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ชี้ ไทยกลับเข้าสู่เรดาร์โลก หลังใช้โอกาสพบผู้นำหลายประเทศ แม้เป็นนายกฯ แค่4เดือน เบรกประเทศที่ 3 แค่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อย่าทำตัวเป็นคู่เจรจา มาอ้างบทลงโทษ ย้ำ ไม่ยอมเสียอธิปไตย เดินหน้าทางการทูต ขู่ข้ามเส้นมาก็น่าดู ! ยืนยัน ยุบสภาคืนอำนาจแน่ ท้าฝ่ายค้านรอไม่ไหวยื่นซักฟอกพร้อมยุบ 12 ธ.ค.ทันที ฝากประชาชนเลือกกลับมา บอกวันนี้รากฐานพร้อมแล้ว แนะ ดูให้ดีรอบหน้าตัวเลือกไม่เยอะ โว นโยบายดี มีบารมีเยอะ มั่นใจทำไทยก้าวกระโดด เชื่อ แม้นักการเมืองปากดี ปากเสีย แต่หวังดีกับประเทศ รับทำคนละครึ่งพลัส ลอกนโยบาย “ลุงตู่” นายเก่า เดินไปไหนมีแต่คนชม

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ห้องฉัตราบอลรูม 1-2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ถ.พระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” ในงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ว่า งานวันนี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับเวลาของโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นใจกลางของความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โจทย์ที่สำคัญในวันนี้ของเราคือ เรากำลังเผชิญอะไร และประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนและไปต่ออย่างไรบ้าง เพื่อก้าวเข้าสู่โลกที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันทั้งทางเทคโนโลยี และใช้คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายที่แต่ละประเทศได้กำหนด และต้องสอดคล้องกับกฎกติกาใหม่ของโลก ซึ่งตัวที่เป็นเครื่องวัดสำคัญการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือที่เรียกว่า sustainable development goal

โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตนแทบจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เพราะต้องเดินทางไปร่วมประชุมทั้งอาเซียนและเอเปค และเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาในโอกาสที่หัวหน้ารัฐบาลเดินทางไปก็ได้ประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากมาย ซึ่งคำว่าปรับเปลี่ยนและไปต่อเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งเป็นครั้งที่ดีมาก เพราะการมีแนวคิดปรับเปลี่ยนและไปต่อในการศึกษาด้าน Engineering ที่ตนได้เรียนมาคือไดนามิก เพราะเราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะหากมัวเฉยฟันเฟืองต่างๆ ถ้าติดขัดไปหมด แต่หากมีการปรับเปลี่ยนและเดินไปเรื่อยๆ ทุกวันจะทำให้เราไม่มีวันหยุดนิ่ง และไปในจังหวะสถานการณ์ต่างๆ ของโลกที่ไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า วันนี้โจทย์ทั้งหลายที่ตนได้ไปพบกับผู้นำหลายประเทศ ในเวลาที่เดินทางไปประชุมตนก็จะขอปรับเวลาที่มีช่องว่างไปพบกับหลายคน ด้วยซึ่งตนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องปรับนิสัยด้วย ไม่รอให้ใครมาพบแม้จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเล็กกว่า ตนก็จะขอเวลาเพื่อไปพบและพูดคุยเพื่อสานต่อในเรื่องที่พูดคุยตกลงค้างคาไว้เพื่อเดินหน้าสองฝ่าย พร้อมกล่าวถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน มีคนแนะนำว่าท่านเป็นคนเก่งเรื่องการต่างประเทศ ตนได้ทำงานร่วมกันในต่างประเทศ 2-3 ครั้ง ท่านเห็นว่าเราไปต่างประเทศได้พบกับผู้นำหลายประเทศมาก รวมถึงภาคเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เห็นว่าเกิดประโยชน์ไม่มาก ก็น้อยสิ่งที่ท่านสีหศักดิ์ได้พูดกับตนคือ นายสีหศักดิ์ดีใจที่ได้ทำงานด้วยกัน รู้สึกว่าประเทศไทยได้กลับมาในจอเรดาร์ ซึ่งเมื่อตนได้ฟังคำนี้รู้สึกเหมือนถูกทุบไปกลางหน้าอก เพราะขนาดท่านทูตสีหศักดิ์ยังพูดคำนี้มา เพราะที่ผ่านมารู้สึกหายไปจริงๆ เพราะไม่มีใครเข้ามาสนใจ ทุกอย่างเป็นไปตามมารยาทกลไกปกติ แต่เมื่อพวกเราเข้ามาเหมือนเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนพิเศษ ซึ่งรัฐมนตรีสีหศักดิ์ยังรู้สึกแปลกใจที่ต้องรู้สึกสนิทสนมนั้น เพราะตนเป็นคนไม่ชอบกลับบ้าน สถานทูตในประเทศไทยใครเชิญตนไปงานวันชาติ ไม่ว่าใดประเทศเล็ก มหาอำนาจ ใครเชิญตนไปหมด อย่างน้อยไปดูวิดีโอว่าประเทศเขามีอะไร และจะได้กินอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ ฟรีไปหนึ่งมื้อ ได้พบกับข้าราชการไทย นักธุรกิจ ทูตประเทศอื่นๆ ทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้น

Advertisement

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้อนไปในช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีคนติดต่อมาช่วงสถานการณ์โควิดเพื่อเสนออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยประเทศไทย เมื่อเราได้รับการช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือเขาไปเช่นกัน ทุกวันนี้ต้องการช่วยเหลือกันและกัน มองข้างเดียวไม่ดัง สุภาษิตไทยเป็นแบบนี้เสมอ แต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้คือ ทรัพยากรของโลกลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทรัพยากรของโลกเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ คนเกิดน้อย คนตายน้อย ทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี และมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาแทนคน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคำว่าภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นคำสำคัญที่เดินเข้ามาเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนของโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังใช้กรอบต่างๆ ในการดำเนินก้าวต่อ ตามที่กรอบของโลกทั้งโลกกำหนดขึ้นมา เราไม่ได้ตกขบวน ทั้งเรื่องความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อให้รู้ว่าเรามีธรรมาภิบาล เรื่อง BCG การอนุมัติให้มีไฟฟ้าที่เป็นโซลาร์เพิ่มมากขึ้น, รัฐศาสตร์ของโลกบางคนได้ยินและกังวลถึงขั้นว่าแบบนี้จะวุ่นวายหรือไม่ จะเกิดสงครามหรือไม่ ตนยังเห็นว่า ณ วันนี้ทุกประเทศไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่ยุคเดิมๆ ที่ใช้อาวุธมาสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ต้องใช้การเจรจาทางการทูตเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าหากข้ามเส้นมาก็น่าดูเหมือนกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ตนถึงบอกมาตลอดว่า “แม้หวังตั้งสงบ แต่ส่งเสียงรบให้พร้อมสรรพ ” นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ ดังนั้นขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่า ประเทศของเราจะไม่สูญเสียอธิปไตย เสียเปรียบ หรือรบแพ้ ยืนยันว่าไม่มี ตนถามพี่ๆ ในกองทัพทุกคนว่ามีความมั่นใจหรือไม่ ทุกคนบอกตรงกันว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้นเลย แต่หากจำเป็นก็พร้อม เมื่อตนได้ยินคำนี้ก็รู้แล้วว่าจะไปต่ออย่างไรในการที่จะไปคุยกับประเทศคู่กรณีและประเทศที่พยายามจะจับให้ทั้งสองฝ่ายทำความเข้าใจกันให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเปรียบเทียบกับชีวิตของเรา เวลาโกรธกับใครใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที กว่าจะดีกันได้ต้องใช้เวลาตั้งกฎระเบียบอะไรขึ้นมาหลายอย่าง กว่าจะดีกันได้ก็ต้องให้เพื่อนคนที่ 3 นัดเราไปกินข้าวอีกครั้ง เป็นเรื่องปกติ ฉันใดก็ฉันนั้น เราก็ใช้องคาพยพที่เรามีอยู่สร้างความมั่นคงแข็งแรง

“ในกรณีที่มีคนมาบอกว่า หากไม่ดีจะลงโทษแบบนั้นแบบนี้ ในการเป็นคนกลางคนไกล่เกลี่ยก็ทำหน้าที่ไป อย่ามาทำตัวเป็นคู่เจรจากับเรา มันก็อยู่ที่เราจะควบคุมตรงนี้อย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามความคาดหมายที่หวังไว้ อาจจะมีออกนอกกรอบบ้าง แต่ต้องปรับเปลี่ยนและไปต่อ”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ต้องหาจุดแข็งของเรา เพื่อให้ประเทศอื่นรู้สึกว่าอย่าสู้ประเทศไทย ซึ่งทุกครั้งที่ตนไปพูดในเวทีต่างประเทศที่ทุกคนตั้งใจฟังคือเรื่อง health care และ medical tourism ถึงแม้ว่าประเทศอื่นจะมีตัวยาและเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่สิ่งที่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนประเทศไทยคือ Care เชื่อว่าไม่ว่าใครเข้ามาเจอพยาบาลของไทยที่ใส่ใจการบริการ ไม่มีใครสู้ได้ เพราะทุกคนโลกนี้ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหนกลัวเข็มหมด ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยโม้ได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวในกรุงเทพฯ อาจจะไปที่ภูเก็ต และสามารถไปพักฟื้นที่รีสอร์ตต่อได้ ซึ่งหากจินตนาการภาพเหล่านี้เขาไม่สามารถหาได้จากประเทศไหน นอกจากจะดูแลผู้ป่วยแล้วเรายังได้ญาติเขามาด้วย สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นแล้วเป็นสิ่งที่ประเทศไทยขายได้ หาที่สองยังไม่ได้ อย่าว่าแต่หาคู่แข่งเลย ถือว่าเป็นสิ่งเดียวของโลกใบนี้ และเรื่องนี้หุ้นไปแล้วไม่กลับ สามารถเติบโตได้ ประเทศไทยถือว่าระบบสาธารณสุขแข็งแรงที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องการท่องเที่ยว และพลังงานสะอาด ที่เป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เมื่อเราอยู่ในวงการของโลก เราก็รู้ว่าสิ่งไหนที่เราต้องไปเจรจากับเขา หรือเรียกง่ายๆ ว่าการต่อรอง เป็นทุกเวที ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร เพราะโลกทุกวันนี้อยู่ด้วยคำว่าประสานประโยชน์ หรือคำว่าสมประโยชน์ ไม่มีคำว่า winner take all หรือ zero some game มีแต่คำว่า “win win” และโอกาสของเราคือ เมื่อเราทำตัวเป็นพันธมิตรกับโลก ก็ต้องเป็นพันธมิตรกับโลกทั้งใบ ไม่มีผูกขาด ต้องเป็นเพื่อนที่มีผลประโยชน์ด้วยกัน ตรงไหนมีผลประโยชน์ก็จะจับมือร่วมกัน แต่ตรงไหนไม่ลงตัวก็หาวิธี หากไม่มีวิธีก็ต้องไปหาคนที่พร้อมจะจับมือกับเรา ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีทางตัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการลงนามสำคัญในการศึกษาแรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา มีคนพูดมากมายว่าไปเซ็นลงนามแล้วจะทำให้ถูกบีบเรื่องภาษี แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เห็นว่าหากสหรัฐสามารถมาทำเรื่องนี้ร่วมกับไทยได้ก็จะเป็นประโยชน์ ซึ่งไทยเองก็ไม่ได้ผูกขาด คนไม่รู้เรื่องก็ไปโวยวายกันใหญ่ว่าให้สัมปทานกับอเมริกา ยกผลประโยชน์ให้เพียงประเทศเดียว ซึ่งไม่ใช่เลย และ MOU ที่ลงนามไปสามารถฉีกเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงพิธีกรรมที่อยู่ในเวทีโลก เป็นเพียงช่องหน้าต่างประตูเล็กๆ คือหากวันไหนเรื่องนี้เป็นความจำเป็นขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังเป็นประตูที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถพูดคุยกันได้ โดยในข้อตกลงไม่มีระบุว่าประเทศที่เป็นคู่สัญญากับเราต้องถือแร่ธาตุเหล่านี้ก่อน หรือให้เขาดำเนินการก่อนศึกษาและให้สัมปทานในการขุดเจาะ ยืนยันว่าไม่มีแม้แต่นิดเดียว เรายังสามารถให้กับคนหลายคนได้ แต่คนขี้โวยวายในประเทศนี้ออกมาบอกว่าประเทศไทยเสียเปรียบ แต่ไม่ใช่เราประเทศเดียว ทุกประเทศก็ร่วมลงนาม จึงขออย่าโวยวาย ต้องเลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ประเทศเราต้องนิ่งให้เป็น ไม่ต้องไปเต้นอยู่ตรงโน้นทีตรงนี้ที เพราะเรายืนอยู่บนขาตัวเองได้ อย่าไปเชื่อว่าต้องเอนกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้จนเกินไป เพราะเดี๋ยวหากเขาขยับตัวนิดเดียวเราก็ล้มลง ไม่ใช่เอนไปขั้วใดขั้วหนึ่งแต่ต้องเป็นขั้วที่ 3 คือพยายามอยู่เป็นขั้วของตัวเอง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแข่งขันจากนี้ไปของประเทศไทยหากจับเรื่องพวกนี้รัฐศาสตร์ก็ต้องแข่งขันทั้งเรื่องสติปัญญา การเดินเข็มยุทธศาสตร์ให้ประเทศของเราได้ประโยชน์สูงสุดบนความเข้าใจร่วมกันว่าทุกประเทศก็คิดเช่นเดียวกันกับเรา การจะอยู่กันได้ต้องประสานประโยชน์ และมีความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราต้องกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ให้ถูก ผลลัพธ์ที่จะได้คือความก้าวหน้าและความเจริญยั่งยืนในประเทศ

ส่วนเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตนยืนยันมาตลอดเวลาและถือเป็นหลักปฏิบัติ คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือทางการทูต ซึ่ง หากคันนี้อยู่ครบประเทศไทยไม่มีคำว่าเสียเปรียบหรือแพ้ จะดำรงความเป็นอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียวก็ไม่ยอมเสียให้กับประเทศใดๆ และจะไม่มีการโต้วาที แต่ต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสีย หามาตรวัดที่เป็นตัวกลาง ใช้เทคโนโลยีไลดาร์มายอมรับร่วมกัน คำว่าไม่ยอมรับ ใครเดือดร้อนกว่า เพราะถ้าไม่ยอมจบก็เปิดด่านไม่ได้ ประเทศไทยขายของให้ปีละ 180,000 ล้านบาท และซื้อของเขาปีละ 30,000 ล้านบาท หากยอมก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าอย่างไรของก็ต้องขายต่อเมืองไทย หากจะยอมให้อ้อมประเทศลาวเข้าไทยอ้อมไปเวียดนามกว่าจะถึงกัมพูชา เท่ากับว่าเป็นการรังแกประชาชนของตัวเองที่ต้องซื้อของแพงมากขึ้น เราก็มีจุดยืนของเรา ในเรื่องนี้ก็ต้องคุยกัน เมื่อมีทหารของเราเหยียบกับระบบเรา เราก็ระงับ joint decoration ทันที เพราะฉะนั้นหากเราจบกับเขาได้โดยไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ทั้งนี้ การ จะรักษาความสมดุลได้ ความยืดหยุ่นถือว่ามีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจของเรากำลังเดินไปข้างหน้า ในเรื่องการค้าการลงทุนกำลังเผชิญ ปัญหาด้าน ขีดความสามารถ รวมถึงโครงสร้างประชากรที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งเราก็ต้องปรับเรื่องการเกษียณอายุราชการที่ต้องทำเป็นขั้นบันได ให้เข้ารูปเข้ารอย ไม่ต้องไปกังวล โดยรัฐบาลนี้มีเวลาแค่ 4 เดือน ก็ต้องรู้ว่าตรงไหนที่สามารถเปลี่ยนได้ และมีมติได้ภายใน 4 เดือนก็ต้องทำ เรามีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่รู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี หากอยู่ 4 เดือนก็สามารถทำได้ แต่หากอยู่ไม่ถึงก็ทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นทำต่อได้โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ อย่างเรื่องคนละครึ่งพลัสที่คนวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสมัยลุงตู่ ตนก็ถามว่าทำไม เพราะลุงตู่ก็นายผม เมื่อทำมาแล้วก็ทำต่อ ตนไปลอกข้อสอบและใส่คำว่าพลัสเข้าไป พร้อมระบุว่า ตั้งแต่เข้ามาการเมืองโดนด่าหมด ยกเว้นคนละครึ่งพลัส เดินไปไหนคนชมหมด ดังนั้นเราต้องเป็นคนหัวแข็ง ต้องยืดหยุ่น อะไรที่คิดแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ต้องทำไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ด้านเศรษฐกิจของไทยก็ต้องเดินหน้า ซึ่งตอนนี้มีความพร้อมแล้ว ทั้งด้านทรัพยากรพร้อม กฎระเบียบก็พร้อม และหากอยากให้พร้อมก็เลือกตนกลับมา เพราะตอนนี้ก็ปฏิรูปการศึกษาอยู่ ปฏิรูปพลังงาน ให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในส่วนของพลังงาน ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้ทั้งหมด แต่ทุกอย่างในเวลาจำกัดเราก็ปูทางเอาไว้ ดังนั้นขอให้ประชาชนตัดสินใจเอาเองว่าคนไหนที่มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ และมีความกล้าหาญมากเพียงพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้”

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้พูดคำว่า upskill และ reskill ตลอด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อยและทุกระดับมีการยกระดับตัวเอง และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และเศรษฐกิจเหล่านี้ก็จะเป็นโอกาส เพราะประเทศที่สามารถชนะในยุค ai ได้คือประเทศที่คนทางสังคมเรียนรู้และปรับตัวได้มากที่สุด ซึ่งคือเป้าหมายด้านสังคมของรัฐบาลชุดนี้

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังรับมือกับการพัฒนาใหม่ๆ ในเรื่องของการเพิ่มทักษะใหม่ๆ ก็คือเรื่องการสร้างสังคม เพราะคนเกิดน้อยลง ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องทำ 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การขยายอายุเกษียณราชการให้สอดคล้องกับความสามารถ 2.การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่สามารถรองรับการดูแลทั้งระยะยาวและผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรัง และบริการเชิงป้องกัน ซึ่งการปรับตัวอย่างรุนแรงของระบบสาธารณสุขหากไม่ทำตายแน่นอน เพราะคนไม่ตาย ระบบจะตาย เพราะยาก็ดี ค่ารักษาก็น้อย รวมไปถึงค่ารักษาฟรี ดังนั้น คุณไม่ตาย หากโรงพยาบาลเต็มก็เอาอยู่ที่บ้าน และให้การดูแลอย่างเต็มที่ ฉะนั้นจึงมีความสุขอย่างมากในเรื่องการยืดอายุคน เพราะ 60 ปีเกษียณไม่ได้ ต้องทำให้ติดเตียงใกล้อายุ 80 ต้องยังทำมาหากินได้ ไม่เป็นภาระให้คนรุ่นหลัง จึงต้องทำให้เขาไม่ป่วยด้วยระบบสาธารณสุข ขอให้รู้ว่าถ้าป่วยคือรักษาได้ และ 3.คือการยกระดับทักษะแรงงานสูงวัย ซึ่งตนมองว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุของไทยและผู้สูงอายุที่มาจากต่างชาติ

“ส่วนเรื่องการเมืองไม่ต้องไปฟัง เพราะไม่นานตนก็ยุบสภาแล้วจะคืนอำนาจให้กับประชาชน ตอนนี้ตัวเลือกไม่เยอะ ขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดีแล้วต้องมีการปฏิบัติที่ดีด้วย และต้องดูด้วยว่ามีความรู้มากพอที่จะปฏิบัติและความกล้าพอที่จะทำหรือไม่ มีความเก่งพอและบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าตนมีพอสมควร และเรื่องเหล่านี้ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง เพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะอภิปรายไปก็แพ้ และตนก็ยังว่า 31 มกราคมจะยุบสภาแตกหักรอไม่ไหว จะให้ยกวันที่ 12 ธันวาคม ตนก็พร้อมหยุด แต่หากมีอะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จหลายอย่างก็ต้องไปเบลม (ตำหนิ) คนนั้น มาว่าตนไม่ได้ ซึ่งตนมองว่าต่อให้อภิปรายดี หรืออภิปรายห่วย หรือตอบโต้ดีแค่ไหน รัฐบาลก็แพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะไม่มีทางวินวิน วันนี้ตนไม่ได้ให้วินวินกับทางการเมือง แต่อยากให้วินวินกับประชาชน

ทั้งนี้ ตนก็เชื่อว่าพรรคของตนมีนโยบายดีๆ ที่จะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง ขอใกล้ชิดกับการเมืองและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะปีหน้าเป็นปีที่สำคัญ หากตัดสินใจถูก ประเทศไทยก็ก้าวกระโดดเร็วและรุนแรง เพราะตอนนี้เรากลับเข้ามาสู่เรดาร์ได้แล้ว ทุกประเทศให้ความสำคัญและให้ความสนใจ ขณะรู้ว่านายกฯคนนี้แค่ 4 เดือนยังให้เวลาพบ แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไว้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังรากฐาน ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาต้องยกรากฐานตัวนี้ แล้วนำไปทำต่อเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเมือง จะปากดีปากเสียอย่างไรตนเชื่อว่าส่วนลึกๆ ของทุกคนก็ต้องการทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนยังต้องเคารพซึ่งกันและกันอยู่“

ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่าปรับเปลี่ยนและไปต่อเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับคนทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมือง