หน้าแรก การเมือง การเมืองก่อนเ...

การเมืองก่อนเลือกตั้ง ‘รบ.-ฝ่ายค้าน’ ฝุ่นตลบยุบสภาในมือ ‘อนุทิน’

23.11.25 | 13:20 น.

ยุบสภา – สัญญาณนับถอยหลังการเลือกตั้ง ส.ส. วาระทั่วไป เริ่มเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ เมื่อแต่ละพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก ที่ดำเนินการอยู่ในสารบบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 มีทั้งสิ้น 76 พรรค มีทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่า ต่างทยอยจัดทัพวางตัวคณะทำงานและผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละพื้นที่กันอย่างคึกคัก

เริ่มจากพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทยอยเปิดตัวกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ และอดีต ส.ส.จากหลายจังหวัด เข้าร่วมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้ากับพรรคสีน้ำเงิน อาทิ กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ จ.เพชรบูรณ์ กลุ่ม “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” นำ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) จ.กาญจนบุรี “บ้านใหญ่ชุมพร” โดย “ชุมพล จุลใส” นำทีมพลังชุมพร ทั้ง ส.ส.และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร “ตระกูลรัตนเศรษฐ” ได้ “ทวิรัฐ” และ “ตติรัฐ” ลูกชาย “วิรัช รัตนเศรษฐ” กลุ่ม “นิพนธ์ บุญญามณี” จากพรรคประชาธิปัตย์ บ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” นำ “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” หรือโกหนอ นำทีม ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ตรัง กลุ่ม 16 ของ “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกฯและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย “ธนกร วังบุญคงชนะ” รมว.อุตสาหกรรม อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้าร่วมงาน

ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังการเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มี “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” มาเป็นหัวหน้าพรรค ได้เดินหน้า “ยกเครื่องพรรค-ยกเครื่องประเทศ” พร้อมกับเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละจังหวัดที่มีความพร้อม มาแล้ว 4 ครั้ง มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 271 คน พร้อมกับได้ กลุ่ม
วราเทพ รัตนากร จาก จ.กำแพงเพชร รวมทั้ง “ตระกูลอัศวเหม” เข้ามาช่วยดูแลพื้นที่ จ.สมุทปราการ

ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อย่างเป็นทางการ ซึ่งการคัดเลือกจะเป็นไปตามกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค แต่ได้ชูแคมเปญในการเลือกตั้งไว้ว่า “มีเรา ไม่มีเทา”

พร้อมกับชูยุทธศาสตร์ความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ ผ่านโฉมหน้าของว่าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของแต่ละกระทรวง ให้ประชาชนได้เห็นถึงความพร้อม

Advertisement

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายหลัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คัมแบ๊กมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง นอกจากจะเสริมคนรุ่นจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่แล้ว ยังชูแคมเปญเดินหน้าภารกิจการเมืองสุจริตด้วยแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของพรรค ปชป. ให้กลับมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ไม่เพียงเท่านี้พรรค ภท. โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังชิงเปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค ภท. ที่จะส่งครบทั้ง 3 ชื่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ เจ้าตัว โดยมีชื่อของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย

ส่วนพรรค พท. แม้จะยังไม่เปิดชื่อแคนดิเดตนายกฯอย่างเป็นทางการ แต่มีกระแสข่าวที่เผยแพร่ออกมาว่า 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ อาจเป็น “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” บุตรเขยของทักษิณ และคุณหญิงพจมานณ ป้อมเพชร “ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” บุตรชายของนางเยาวภาและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งมีชื่อของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรค พท.

อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรค ปชน. แม้จะรอไทมิ่งที่เหมาะสมต่อการเปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ แต่มีการคาดการณ์กันไว้ว่า น่าจะมีชื่อของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาตร์ และ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือกเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยเช่นกัน

แ ม้การเมืองจะเข้าสู่โหมดที่หลายพรรคเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังมีปัจจัยและเงื่อนไข ที่เป็นตัวแปรต่อการชี้วัดว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ตามกรอบของเอ็มโอเอระหว่าง พรรค ภท. กับ พรรค ปชน. ที่นายกฯประกาศไว้ว่าจะยุบสภา ภายใน 4 เดือน คือวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมกับการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันที่ 29 มีนาคม 2569 ได้หรือไม่
โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรัฐสภา ในวาระที่ 2 ซึ่งจะพิจารณาในสมัยประชุมวิสามัญ ระหว่างวันที่ 8-11 ธันวาคมนี้ และต้องพิจารณาในวาระที่ 3 ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ในห้วงปลายเดือนธันวาคมนี้ รวมทั้งปัจจัยอื่นอย่างการ
ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151

เพราะนายกฯได้ประกาศท่าทีและการเดินหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไว้อย่างชัดเจน ระหว่างขึ้นเวทีสัมมนา PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ ไว้ว่า ปีหน้ายังไงก็ต้องเลือกตั้ง เพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ ต้องยอมรับตรงๆ ว่ามันไปไม่ได้แล้ว รัฐบาลเสียงข้างน้อยมันจะไปได้อย่างไร ถ้าบอกว่าให้อภิปรายแล้วให้โหวตก็แพ้ หรือต่อให้อภิปรายดีขนาดไหนหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้ เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้น จะมีอะไรที่มันทำไม่เสร็จหลายอย่าง จะมาโทษไม่ได้ ก็ต้องไปเบลม (ตำหนิ) คนนั้น

ยิ่งอำนาจการเสนอร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องบอกให้ฝ่ายค้านรู้ เพื่อแก้เกมไม่ให้ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และนายกฯจะไม่สามารถยุบสภาได้ แม้จะมีอีกหนึ่งเงื่อนไข คือ การอภิปรายเสนอแนะรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แต่ในมุมของฝ่ายค้านย่อมต้องใช้หมัดเด็ดในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ เพื่อสร้างผลสะเทือนต่อรัฐบาล

จากนี้ไปจนถึงวันเปิดสมัยประชุมสภา สามัญครั้งที่ 2 ประจำปีที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป นอกจากแต่ละพรรคจะต้องเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอันใกล้นี้ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านย่อมต้องชิงไหวชิงพริบ เพื่อกุมความได้เปรียบทางการเมืองให้เกิดกับแต่ละฝ่ายให้มากที่สุด ทั้งการชิงยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะมาจากการยื่นญัตติของพรรคใดในพรรคฝ่ายค้าน แม้จะต้องแลกกับข้อกล่าวหาเป็นผู้ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องถูกคว่ำลง

ส่วนรัฐบาลต้องจับสัญญาณให้ดีก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อชิงยุบสภา กุมความได้เปรียบในฐานะรัฐบาลรักษาการ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายสร้างบาดแผล แบบไม่มีเวลาให้แก้ตัว ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งที่จะมีขึ้นครั้งต่อไป