หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Change for the Future ในงานสัมมนา PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ ณ ห้องฉัตราบอลรูม 1-2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน มีรายละเอียดดังนี้
งานวันนี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับเวลาของโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมไปถึงเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นใจกลางของความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้โจทย์ที่สำคัญวันนี้คือเรากำลังเผชิญอะไรและประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนและไปต่ออย่างไรบ้าง เพื่อก้าวเข้าสู่โลกที่มีความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันทั้งทางเทคโนโลยี และใช้คำว่าภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายที่แต่ละประเทศได้กำหนด ต้องสอดคล้องกับกฎกติกาใหม่ของโลก ที่เป็นตัววัดสำคัญการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติหรือที่เรียกว่า Sustainable Development Goals
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมแทบจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ต้องเดินทางไปร่วมประชุมทั้งอาเซียนและเอเปค และไปสาธารณรัฐประชาชนจีน สิ่งที่ได้กลับมา ในโอกาสที่หัวหน้ารัฐบาลเดินทางไปก็ได้ประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากมาย
การศึกษาด้าน Engineering ที่ผมได้เรียนมาคือไดนามิก เพราะเราอยู่เฉยไม่ได้ หากมัวเฉย ฟันเฟืองต่างๆ ติดขัดไปหมด แต่หากปรับเปลี่ยนและเดินไปเรื่อยๆ ทุกวัน จะทำให้เราไม่มีวันหยุดนิ่ง ในจังหวะสถานการณ์ต่างๆ ของโลกที่ไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนกัน
วันนี้โจทย์ทั้งหลายที่ผมได้ไปพบกับผู้นำหลายประเทศ ในเวลาที่เดินทางไปประชุม ก็จะขอปรับเวลาที่มีช่องว่างไปพบ แม้จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเล็กกว่า ผมก็จะขอเวลาเพื่อไปพบและพูดคุยเพื่อสานต่อในเรื่องที่พูดคุยตกลงค้างคาไว้เพื่อเดินหน้าสองฝ่าย
สำหรับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน มีคนแนะนำว่าท่านเป็นคนเก่งเรื่องการต่างประเทศ ผมเคยได้ทำงานร่วมกันในต่างประเทศ 2-3 ครั้ง ท่านเห็นว่าเราไปต่างประเทศได้พบกับผู้นำหลายประเทศมาก รวมถึงภาคเศรษฐกิจ ทำให้เห็นว่าเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย สิ่งที่ท่านสีหศักดิ์ได้พูดกับผม คือดีใจที่ได้ทำงานด้วยกัน รู้สึกว่าประเทศไทยได้กลับมาในจอเรดาร์
เมื่อผมได้ฟังคำนี้ รู้สึกเหมือนถูกทุบไปกลางหน้าอก เพราะขนาดท่านทูตสีหศักดิ์ยังพูดคำนี้มา รัฐมนตรีสีหศักดิ์ยังรู้สึกแปลกใจที่ต้องรู้สึกสนิทสนมนั้น เพราะผมเป็นคนไม่ชอบกลับบ้าน สถานทูตในประเทศไทยใครเชิญ ผมไปงานวันชาติไม่ว่าประเทศเล็กหรือมหาอำนาจ ใครเชิญผมไปหมด อย่างน้อยไปดูวิดีโอว่าประเทศเขามีอะไร และจะได้กินอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ ฟรีไปหนึ่งมื้อ ได้พบกับข้าราชการไทยนักธุรกิจ ทูตประเทศอื่นๆ ทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้น

ช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีคนติดต่อมาช่วงสถานการณ์โควิด เสนออุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วย เมื่อเราได้รับการช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือเขาไปเช่นกัน แต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้คือทรัพยากรของโลกลดน้อยลงไปเรื่อยๆ คนเกิดน้อย คนตายน้อย ทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี และนำเทคโนโลยีเอไอเข้ามาแทนคน
ประเทศไทยกำลังใช้กรอบต่างๆ ในการก้าวต่อตามที่กรอบของโลกกำหนดขึ้นมา เราไม่ได้ตกขบวน ทั้งความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อให้รู้ว่าเรามีธรรมาภิบาล เรื่อง BCG การอนุมัติให้มีไฟฟ้าที่เป็นโซลาร์เพิ่มมากขึ้น รัฐศาสตร์ของโลกที่บางคนได้ยินและกังวลถึงขั้นว่าแบบนี้จะวุ่นวายหรือไม่ จะเกิดสงครามหรือไม่ ผมยังเห็นว่า ณ วันนี้ทุกประเทศไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่ยุคเดิมๆ ที่ใช้อาวุธสู้รบกัน หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ต้องใช้การเจรจาทางการทูตเพิ่มมากขึ้น แต่หากล้ำเส้นมาก็น่าดูเหมือนกัน
ถึงบอกมาตลอดว่า แม้หวังตั้งสงบ แต่ส่งเสียงรบให้พร้อมสรรพ ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่า เราจะไม่สูญเสียอธิปไตย เสียเปรียบหรือรบแพ้ ยืนยันว่าไม่มี ผมถามพี่ๆ ในกองทัพทุกคนว่ามีความมั่นใจหรือไม่ ทุกคนบอกตรงกันว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้นเลย แต่หากจำเป็นก็พร้อม ได้ยินคำนี้ก็รู้แล้วว่าจะไปต่ออย่างไรในการที่จะไปคุยกับประเทศคู่กรณี และประเทศที่พยายามจับให้ทั้งสองฝ่ายทำความเข้าใจกันให้มากที่สุด เรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา เปรียบเทียบกับชีวิตของเรา เวลาโกรธกับใครใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที กว่าจะดีกันได้ต้องใช้เวลาตั้งกฎระเบียบอะไรขึ้นมาหลายอย่าง กว่าจะดีกันได้ก็ต้องให้เพื่อนคนที่ 3 นัดเราไปกินข้าวอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ผมไปพูดในเวทีต่างประเทศ ทุกคนตั้งใจฟังคือเรื่อง Healthcare และ Medical tourism ประเทศอื่นอาจจะมีตัวยาและเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่สิ่งที่ไม่มีเหมือนประเทศไทยคือ Care ไม่ว่าใครเข้ามาเจอพยาบาลของไทยที่ใส่บริการ ไม่มีใครสู้ได้ ทุกคนโลกนี้ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหนกลัวเข็มหมด เป็นสิ่งที่ประเทศไทยโม้ได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวในกรุงเทพฯ อาจจะไปที่ภูเก็ต พักฟื้นที่รีสอร์ตต่อได้ นอกจากจะดูแลผู้ป่วยแล้วเรายังได้ญาติเขามาด้วย เป็นสิ่งที่ประเทศไทยขายได้ หาที่สองยังไม่ได้ ประเทศไทยถือว่าระบบสาธารณสุขแข็งแรงที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องการท่องเที่ยว และพลังงานสะอาด เป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งของไทย
เมื่อเราอยู่ในวงการของโลก ก็รู้ว่าสิ่งไหนที่ต้องไปเจรจากับเขา หรือการต่อรอง เป็นทุกเวทีขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร เพราะโลกทุกวันนี้อยู่ด้วยคำว่าประสานประโยชน์ หรือคำว่าสมประโยชน์ ไม่มีคำว่า winner take all หรือ zero-sum game มีแต่คำว่า win win และโอกาสของเราคือเมื่อทำตัวเป็นพันธมิตรกับโลกก็ต้องเป็นทั้งใบ
การลงนามสำคัญในการศึกษาแรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา มีคนพูดมากมายว่าไปเซ็นลงนามแล้วจะทำให้ถูกบีบเรื่องภาษี แต่เรื่องนี้เห็นว่าหากสหรัฐมาทำเรื่องนี้ร่วมกับไทยได้ ก็จะเป็นประโยชน์ คนไม่รู้เรื่องก็ไปโวยวายกันใหญ่ว่าให้สัมปทานกับอเมริกา ซึ่งไม่ใช่เลย และ MOU ที่ลงนามไปฉีกเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นเพียงพิธีกรรมที่อยู่ในเวทีโลก แต่หากเรื่องนี้เป็นความจำเป็นขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังเป็นประตูที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถพูดคุยกันได้ ในข้อตกลงไม่มีระบุว่าประเทศที่เป็นคู่สัญญากับเรา ต้องถือแร่ธาตุเหล่านี้ก่อน หรือให้เขาดำเนินการก่อนศึกษาและให้สัมปทานในการขุดเจาะ ยืนยันว่าไม่มีแม้แต่นิดเดียว ประเทศเราต้องนิ่งให้เป็น ไม่ต้องไปเต้นอยู่ตรงโน้นทีตรงนี้ทีเพราะเรายืนอยู่บนขาตัวเองได้ อย่าไปเชื่อว่าต้องเอนกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้จนเกินไป เพราะหากเค้าขยับตัวนิดเดียวเราก็ล้มลง ต้องเป็นขั้วที่ 3 คือ พยายามอยู่เป็นขั้วของตัวเอง
ส่วนเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผมยืนยันมาตลอดเวลา คือการรักษาผลประโยชน์ให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจหรือทางการทูต ประเทศไทยไม่มีคำว่าเสียเปรียบหรือแพ้ จะดำรงความเป็นอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียวก็ไม่ยอมเสียให้กับประเทศใดๆ จะไม่มีการโต้วาที ต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียเปรียบ หามาตรวัดที่เป็นตัวกลาง ใช้เทคโนโลยีมายอมรับร่วมกัน คำว่าไม่ยอมรับใครเดือดร้อนกว่า เพราะถ้าไม่ยอมจบ ก็เปิดด่านไม่ได้ ประเทศไทยขายของให้ปีละ 180,000 ล้านบาท และซื้อของเขาปีละ 30,000 ล้านบาท หากยอมก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าอย่างไรของก็ต้องขายต่อเมืองไทย หากจะยอมให้อ้อมประเทศลาวเข้าไทยอ้อมไปเวียดนามกว่าจะถึงกัมพูชาเท่ากับว่าเป็นการรังแกประชาชนของตัวเองที่ต้องซื้อของแพงมากขึ้น
เราก็มีจุดยืนของเราในเรื่องนี้ก็ต้องคุยกัน เมื่อมีทหารของเราเหยียบกับระเบิด เราก็ระงับ Joint decoration ทันที เพราะฉะนั้นหากเราจบกับเขาได้โดยไม่เสียประโยชน์ อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ

วันนี้เศรษฐกิจกำลังเดินไปข้างหน้า รวมถึงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ต้องปรับเรื่องการเกษียณอายุราชการที่ต้องทำเป็นขั้นบันได รัฐบาลมีเวลาแค่ 4 เดือน ต้องรู้ว่าตรงไหนที่เปลี่ยนได้และมีมติได้ภายใน 4 เดือนก็ต้องทำ เรามีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายรู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี หากอยู่ 4 เดือน ก็สามารถทำได้ แต่หากอยู่ไม่ถึง ก็ทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นทำต่อได้ อย่างเรื่องคนละครึ่งพลัส คนวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสมัยลุงตู่ผมก็ถามว่าทำไม เพราะลุงตู่ก็นายผม เมื่อทำมาแล้ว ก็ทำต่อ ผมไปลอกข้อสอบ และใส่คำว่าพลัสเข้าไป ตั้งแต่เข้ามาการเมืองโดนด่าหมด ยกเว้นคนละครึ่งพลัส เดินไปไหนคนชมหมด
ด้านเศรษฐกิจของไทยก็ต้องเดินหน้า ตอนนี้มีความพร้อมแล้ว ทั้งด้านทรัพยากรพร้อมกฎระเบียบ หากอยากให้พร้อมก็เลือกผมกลับมา เพราะตอนนี้ก็ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปพลังงานให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในส่วนของพลังงาน แม้ว่าจะทำไม่ได้ทั้งหมด แต่ในเวลาจำกัดเราก็ปูทางเอาไว้ ขอให้ประชาชนตัดสินใจว่าคนไหนที่มีความตั้งใจจะทำสิ่งเหล่านี้และกล้าหาญมากเพียงพอ
รัฐบาลนี้พูดคำว่า upskill และ reskill ตลอด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดย่อยและทุกระดับยกระดับตัวเอง เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น จะเป็นโอกาสของเพราะประเทศที่สามารถชนะในยุคเอไอได้ คือประเทศที่คนทางสังคมเรียนรู้และปรับตัวได้มากที่สุด คือเป้าหมายรัฐบาลชุดนี้
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้วฉะนั้นจะต้องทำ 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การขยายอายุเกษียณราชการให้สอดคล้องกับความสามารถ 2.การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่รองรับการดูแลทั้งระยะยาวและผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรังและบริการเชิงป้องกัน การปรับตัวอย่างรุนแรงของระบบสาธารณสุขหากไม่ทำตายแน่นอน เพราะคนไม่ตาย ระบบจะตาย ยาก็ดีค่ารักษาก็น้อยรวมไปถึงค่ารักษาฟรี ดังนั้น คุณไม่ตาย หากโรงพยาบาลเต็มก็เอาอยู่ที่บ้านและให้การดูแลอย่างเต็มที่ ฉะนั้นจึงมีความสุขอย่างมากในเรื่องการยืดอายุคน เพราะ 60 ปีเกษียณไม่ได้ ต้องทำให้ติดเตียงใกล้อายุ 80 ต้องยังทำมาหากินได้ ไม่เป็นภาระให้คนรุ่นหลัง จึงต้องทำให้เขาไม่ป่วยด้วยระบบสาธารณสุข ขอให้รู้ว่าถ้าป่วยถือรักษาได้และ 3.คือการยกระดับ ทักษะแรงงานสูงวัย ผมมองว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุของไทยและผู้สูงอายุที่มาจากต่างชาติ
ส่วนเรื่องการเมือง ไม่ต้องไปฟัง เพราะไม่นานผมก็ยุบสภาแล้วจะคืนอำนาจให้กับประชาชน ตอนนี้ตัวเลือกไม่เยอะ ขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดีแล้วต้องมีการปฏิบัติที่ดีด้วย ต้องดูด้วยว่ามีความรู้มากพอที่จะปฏิบัติและความกล้าพอที่จะทำหรือไม่ มีความเก่งพอและบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือหรือไม่
ผมคิดว่าผมมีพอสมควร เรื่องเหล่านี้ทุกคนต้องช่วยกันเพราะปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง สภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้ และ 31 มกราคม 2569 จะยุบสภา แต่หากรอไม่ไหว จะให้ยุบวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ผมก็พร้อมยุบ หากมีอะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จหลายอย่างก็ต้องไปเบลมคนนั้น มาว่าผมไม่ได้
ผมมองว่าต่อให้อภิปรายดี หรืออภิปรายห่วย หรือตอบโต้ดีแค่ไหน รัฐบาลก็แพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีทางวินวินวันนี้ผมไม่ได้ให้วินวินกับทางการเมือง แต่อยากให้วินวินกับประชาชน
ผมก็เชื่อว่าพรรคของผมมีนโยบายดีๆ ที่จะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง ปีหน้าเป็นปีที่สำคัญ หากตัดสินใจถูกประเทศไทยก็ก้าวกระโดด เร็วและรุนแรงเพราะตอนนี้เรากลับเข้ามาสู่เรดาร์ได้แล้ว ทุกประเทศให้ความสำคัญ และให้ความสนใจ ขณะรู้ว่านายกฯคนนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังให้เวลาพบ แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไว้ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อวางรากฐาน ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาต้องยกรากฐานตัวนี้แล้วนำไปทำต่อเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเมืองจะปากดีปากเสียอย่างไร เชื่อว่าส่วนลึกๆ ของทุกคนก็ต้องการทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชนดังนั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนยังต้องเคารพซึ่งกันและกันอยู่

