มีความพยายามนำ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” มาต่อรองกับ “โอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
นักการเมืองพวกหนึ่ง ทนเห็นรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ไหวแล้ว ทั้งพยายามนำเสนอสภาวะเลวร้ายของประเทศในด้านต่างๆ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันหาทางให้คณะรัฐมนตรีเสียหายโดยเร็ว แค่ให้มีอำนาจยืดเยื้อไปอีกเดือนหรือครึ่งเดือนก็ไม่ได้
เหมือนทุกนาทีที่ปล่อยให้รัฐมนตรีเหล่านี้ทำงานจะสร้างความเสียหายให้ประเทศเหมือนปลวกที่แอบกัดกินผนังบ้านอยู่เงียบๆ เกรงว่ากว่าคนจะรู้ บ้านก็พังทลายลงมาเสียแล้ว
ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น สภาพของประเทศที่ทั้งทีดีอาร์ไอ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสถาบันอื่นๆ ที่ติดตามประเมินความเป็นไปของประเทศล้วนเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งสรุปให้ชัดเจนอย่างไม่อ้อมค้อมก็คือ “วิกฤตระดับสิ้นหวัง” ไปทุกด้าน
ที่เป็นมาและเป็นอยู่เสื่อมทรุดหมดสภาพที่จะพัฒนาไปทุกเรื่อง ที่หนักกว่านั้นคือโอกาสที่จะหาทางฟื้นฟูแทบไม่มีเลย
มีแต่จะพังลงเรื่อยๆ ด้วยอัตราเร่งที่ชวนให้ใจหายใจคว่ำกับอนาคตของประเทศชาติที่มีแต่จะเป็นภาระให้คนรุ่นลูก รุ่นหลาน และรุ่นต่อๆ ไป
อยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม มีคนอีกจำนวนไม่น้อยเห็นว่าต้อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อจัดการเขียนกติกาของประเทศกันใหม่ให้เกิดขึ้นเสียก่อน
ไม่ใช่เห็นต่างว่าประเทศยังดี มีเวลาพอที่จะหาทางฟื้นฟู เห็นด้วยว่า “ไม่ไหวแล้ว”
ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นแนวโน้มในทางที่ยังพอมีหวังได้บ้าง เห็นเหมือนกันว่าต้องเร่งเยียวยาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรวดเร็ว
เพียงมองความจำเป็นเร่งด่วนของปัญหาต่างกัน
คนกลุ่มแรกเอาเหตุผลเรื่องปากท้องของประชาชนมาเป็นความสำคัญสูงสุด แต่คนกลุ่มหลังให้ความสำคัญกับโครงสร้างอำนาจการปกครองประเทศว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ เป็นตัวการที่สร้างปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำ ผูกขาดการทำมาหากินและทำลายโอกาสการพัฒนาชีวิตที่เท่าเทียม เป็นกติกาที่เอื้อให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน
ต้องหาทางแก้กติกาที่สร้างสภาวะวิปริตให้ประเทศเสียก่อน
สำหรับปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ยอมรับร่วมกันว่าย่ำแย่นั้น เป็นเรื่องที่สะสมสาเหตุมายาวนาน โดยเฉพาะหนักหน่วงมากในยุคสมัยที่มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การบอกว่าการมุ่งที่ปากท้องโดยทิ้งปัญหาโครงสร้างอำนาจไว้ก่อนจะได้ผลดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลา เสียสมาธิไปทำหลายเรื่องพร้อมๆ กัน และการเข้าไปยุ่งกับปัญหาโครงสร้างก่อความขัดแย้ง แตกแยกทางความคิดอันก่อรูปเป็นอุปสรรคให้แก้ปัญหาอื่นไม่ได้
กลุ่มหลังเห็นว่า นั่นเป็นเหตุผลที่มาใช้กับการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น
การไม่ยุ่งกับโครงสร้างอำนาจ ไม่รื้อกติกาที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ยุติธรรม ถ่างช่องว่างให้เกิดโอกาสเหลื่อมล้ำมากขึ้น ยิ่งทำให้ปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ความเสื่อมทรุดของกลไกเศรษฐกิจ เลยไปถึงความเสื่อมทรามของสังคมมีหนักขึ้น เสียมากกว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ “รัฐบาลหลังเลือกตั้ง” เดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันที มีความสำคัญมากกว่าจะต้องรีบไล่รัฐบาลชุดนี้ให้ออกไป โดยไม่ขอทนต่อแม้อีกแค่เดือนเดียวหรือครึ่งเดือน
ต้องจัดการให้ “ยุบสภา” แม้จะทำให้ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เริ่มมาแล้วอย่างมีความหวังว่าจะแก้ได้ต้องล้มเลิกก็ตาม
ณ ที่นี้เห็นว่านั่นเป็นข้อถกเถียงที่น่าอ่อนใจ เพราะยิ่งฟังยิ่งรู้สึกได้ว่าเหตุผลที่แต่ละฝ่ายหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเรียกร้องนั้น
ล้วนแล้วแต่ซ่อนผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเองไว้ ไม่ได้คิดเอาประโยชน์ต่อประเทศมาตั้งเป็นเป้าหมายอย่างบริสุทธิ์ใจ
เห็นและรู้ว่าประเทศมีปัญหาแบบไหน อะไรเป็นเหตุให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ขอจัดการในทางที่ตัวเองและพวกพ้องได้ประโยชน์ก่อน
สุชาติ ศรีสุวรรณ

