หน้าแรก การเมือง นายกหนึ่ง มั่...

นายกหนึ่ง มั่นใจ ภท. เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ของนครปฐม ชี้ อย่ายึดโยงพ่อสร้างลูกต้องสืบต่อ

22.11.25 | 14:33 น.

นายกอบจ.นครปฐม หนุนซบ ภท. เตรียมวาง 6ว่าที่ส.ส.ให้คนนครปฐมเลือก

วันที่ 22 พฤศจิกายน นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม หรือนายกหนึ่ง ลูกชายคนโต นายไชยา สะสมทรัพย์ บ้านใหญ่นครปฐม เปิดเผยกับ มติชน ถึงการที่กลุ่มสะสมทรัพย์ ที่อยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนากับท็อป “วราวุธ ศิลปอาชา” พรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้นว่า เหตุที่เลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนและจังหวัดนครปฐมได้มากกว่า ซึ่งเห็นได้จากครั้งที่แล้วเป็นมาระยะเวลาหนึ่ง นครปฐมเราไม่ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง จะได้บ้างก็เล็กๆ แล้วต่อมาเราได้รัฐมนตรีช่วย (อนุชา) เราก็สามารถขอสนับสนุนงบประมาณมาพัฒนานครปฐมได้แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่มีต่อสะสมทรัพย์ เรามองว่า ทาง ชทพ.ก็ให้ความสำคัญกับ “สะสมทรัพย์” ด้วยการให้นายอนุชาเป็น รมช. มาวันนี้เราก็คุยกันถึงเรื่องความสัมพันธ์นี้มาก การที่จะไปซ้ายไปขวาคงมีการหารือกันในระดับพรรคแล้ว เพราะถ้ามองเรื่องประสบการณ์ทางการเมือง “สะสมทรัพย์” เราก็อยู่ในสายการเมืองมากว่า 30 ปี “สะสมทรัพย์” เรามีรัฐมนตรี 4 คน พ่อ ลุง และอา ส่วนท็อปเป็นคนดี เป็นคนเก่ง จึงต้องสนับสนุน

กับคำถามว่า ทำไมสะสมทรัพย์ถึงเลือกภูมิใจไทยนั้น นายจิรวัฒน์กล่าวว่า แน่นอน พวกเราคุยกันแล้วในส่วนของนครปฐม ว่ามีพรรคที่เสนอมาหลายพรรค แต่ ณ เวลานี้ ภูมิใจไทยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของคนนครปฐม ที่เราเลือกให้

“สะสมทรัพย์ เราได้คัดสรรผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ลงครบทุกเขต อาทิ อนุชา สะสมทรัพย์ พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ สุขชาต สะสมทรัพย์ พเยาว์ เนียะแก้ว ศุภโชค ศรีสุขจร ยังเหลือเขต 2 เขตเทศบาลนครนครปฐม เรากำลังดูตัวว่า ใครดีที่สุด” นายจิรวัฒน์กล่าว

Advertisement

นายจิรวัฒน์กล่าวอีกว่า การที่ชาติไทยพัฒนาย้ายมาภูมิใจไทย อาจมีบางคนให้ข้อสังเกตว่าแพ้แน่นั้น ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่รักชาติไทยพัฒนา และเป็นความคิดส่วนตัว หากมองการเมืองในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทิศทางการเมืองเปลี่ยน อยู่ที่นักการเมืองคนนั้นๆ ที่จะต้องไปอธิบายให้ประชาชนทราบว่า ย้ายเพราะอะไร ย้ายแล้วประชาชนได้อะไร อย่าไปยึดโยงความรู้สึกตัวเองว่าท่านบรรหารเป็นคนสร้างพรรคมา คนเป็นทายาทจะต้องสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณพ่อ อันนั้นถือว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัว ถามว่าคิดได้มั้ย คิดได้แต่ต้องเป็นส่วนรอง ส่วนแรกต้องคิดคำนึงถึงประชาชนก่อน ว่าประชาชนจะได้อะไรกับการย้ายไปพรรคใหญ่ ในส่วนของนครปฐม บริบทของเรา ท่านไชยยศ เคยเป็นหัวหน้าพรรค เราก็เคยยุบไปรวมกับพรรคใหญ่ เพราะกฎหมายมันเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยนไป พรรคเล็กมันสร้างอะไรให้กับพื้นที่ไม่ได้ เราผ่านจุดนี้มาแล้ว

“เราย้ายพรรคแล้วเราไม่ทำอะไร ไม่ช่วยอะไรคนในจังหวัดเราเลยอันนี้ก็ใช้ไม่ได้ เราอยู่พรรคเดิมเราไม่ทำอะไร ไม่ช่วยอะไรคนในจังหวัดเราเลยอันนี้ก็ใช้ไม่ได้อีกเช่นกัน ทุกการเลือกตั้ง สถานการณ์เปลี่ยน มันย่อมมีเหตุผลที่แตกต่าง อาจจะมีคำถามว่าวันนี้คุณมาพูดแบบนี้ วันนั้นทำไมไม่ไปพรรคใหญ่ตั้งแต่แรก อยากจะบอกว่า “สะสมทรัพย์” เราไม่เลือกที่จะไปร่วมเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เราถึงเลือกพรรคที่เป็นกลางในขณะนั้นคือชทพ. ซึ่งเราก็ไม่ไปติใคร ว่าใครผิด ใครถูก เราคิดได้อย่างเดียวว่า เราไม่ควรไปตัดสินใคร เราจึงเลือกอยู่กับชทพ. ซึ่งเป็นกลาง เพราะเป้าหมายหลักของเราเลยคือคนในพื้นที่เรา มากกว่าประโยชน์อื่น นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุด หากเราเลือกฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ประชาชนจะได้อะไร เมื่อเป็นแบบนั้น ผิดจากใคร ก็ผิดจากเราใช่ไหมที่เลือกพรรคผิด อยากให้นักการเมืองคิดแบบนี้ คิดหาประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ ของจังหวัดตน อย่ามุ่งแต่คิดประโยชน์ของตน” จิรวัฒน์กล่าว

นายกหนึ่งกล่าวอีกว่า การเมืองไม่มีใครพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ว่าสิ้นสุดการเลือกตั้งแล้วใครจะเป็นรัฐบาล แต่ที่พูดกันนั้นมันเป็นเพียงการคาดการณ์ อย่างพรรค ภท.นี้เราเห็นการบริหารงานของเขาแล้ว เห็นการทำงานของหัวหน้าพรรคท่านนี้มาแล้ว มันเป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณา การเลือกตัดสินใจเราคิดถึงผลประโยชน์ของใครเป็นหลัก ถ้าคนนี้ได้ทำได้บริหารประเทศเราไปอยู่พรรคนั้น ถือว่าเราเลือกถูก แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ เราดูภาพลักษณ์ก่อน เรื่องนี้สำคัญ และผลงานที่ทำให้ประเทศมากที่สุด

“ส่วนตัวเราพูดคุยกันแล้วในส่วนของนครปฐม และพรรคภูมิใจไทย เพราะเราคำนึงถึงภาพลักษณ์ก่อนอันดับแรก และสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และมุ่งมั่น เราจึงเลือกพรรคภูมิใจไทย เหมาะสมที่สุด” นายจิรวัฒน์กล่าว