⦁…แนวรบการเมืองระอุร้อน เหตุเข้าใกล้โหมดได้-เสียทุกขณะ รัฐสภามีกำหนดเปิดสมัยประชุมสามัญ 12 ธันวาฯ ทำให้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เปิดศึกสงครามประสาท โดยเฉพาะคู่รักคู่แค้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าค่ายคนใหม่ ประสานเสียงพลพรรค ส.ส.เพื่อไทย ขู่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลเต็มพิกัด ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หัวหน้าคณะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ชั้นเชิงแพรวพราว ประกาศเช้า-เย็น เล็งงัดอาวุธถ่วงดุลอำนาจในมือ ชิงยุบสภาหนีซักฟอก ไม่ยอมให้ถูกนับน็อกคาเวที
⦁…“เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้ ผมก็บอกแล้ว 31 มกราคม (2569) ยุบสภา แต่ท่านรอไม่ไหวก็ไม่มีปัญหา จะให้ผมยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม วันเปิดสภา ผมก็พร้อมยุบ แต่จะมีอะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จหลายอย่าง ก็ต้องไปเบลมคนนั้น จะมาโทษผมไม่ได้ เพราะผมไม่ยอม ถ้าบอกว่าให้อภิปรายแล้วโหวต อภิปรายห่วยขนาดไหนก็แพ้ และต่อให้อภิปรายดีหรือตอบโต้ดีแค่ไหนก็แพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย…” นายกฯโชว์สำบัดสำนวนบนเวที สัมมนาประชาชาติธุรกิจ วันก่อน ขู่ยุบก่อนยื่น เด้งเชือกออกจากมุมอันตราย
⦁…รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด ฝ่ายค้านยื่นไม่ไว้วางใจได้ปีละครั้ง เงื่อนไขข้อห้าม เมื่อไหร่ก็ตามที่ยื่นญัตติแล้ว นายกฯจะยุบสภาหนีไม่ได้เด็ดขาด เว้นแต่มีการถอนญัตติเท่านั้น ศึกใหญ่เมื่อเวทีนิติบัญญัติเปิดทางการ มีไฟต์บังคับ 3 ขั้ว 3 พรรคการเมือง ต้องเล่นไปตามบท “เพื่อไทย” ออกตัวแรงขนาดนี้ ถ้าเปิดสมัยประชุมสภาปุ๊บไม่ยื่นทันทีหรือดีเลย์กว่านั้นเล็กน้อย ใส่กุญแจล็อกนายกฯสกัดยุบสภาหนี ทั้งที่คอนเฟิร์มเสียง ส.ส.ครบ 1 ใน 5 รับจบพรรคเดียวก็พอ พรรคนี้ก็เสื่อมเสียพูดแล้วไม่ทำ อาจไปตอกย้ำแจก 1 หมื่นไม่ตรงปกเข้าให้ เกมบีบบู๊สถานเดียว เบี้ยวเลี้ยวออกนอกเลนไม่ได้
⦁…อีกขั้วสีน้ำเงิน พรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินเกมแก้เกมอย่างไร ก็น่าสนใจเป็นที่ยิ่ง นอกจากที่เห็นและเป็นอยู่ อนุทิน ชาญวีรกูล ขู่คำรามถี่ยิบ ยุบก่อน 12 ธันวาฯ ไม่รอให้เวทีสภาเปิดทำการ ถูกจับขึ้นเขียง พร้อมออกตัวแต่อะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จ ซึ่งแน่นอนหมายถึง แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสำคัญของการทำเอ็มโอเอจัดตั้งรัฐบาล ต้องตำหนิคนนั้น (ตัวการทำสะดุดยังไม่ผ่านวาระ 3) ขู่ไม่ขู่เปล่า แถมแสดงสมบทบาท เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ-เปิดตัวผู้สมัครเป็นว่าเล่น ให้เห็นเป็นรูปธรรมพร้อมเลือกตั้งยิ่งกว่าพร้อม กระทั่งไม่มีใคร พรรคไหนจับทางได้
⦁…อันที่จริง ทางเลือกของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หากไม่เลือกใช้เทคนิค เซาะกร่อนบ่อนลดกำลัง จำนวน ส.ส.ของเพื่อไทยลงให้เหลือไม่ถึงร้อยที่นั่ง ไม่ครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่ต้องใช้ในการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ฉากทัศน์ในระบบ ที่สามารถหยิบจับมาใช้ในสถานการณ์อย่างนี้ มีแค่สองทางเลือก แน่นอนว่ายุบสภาคือไพ่ใบสำคัญ อีก 1 นั้นก็ลากไปต่อ เดินหน้าสู่เข็มไมล์ 31 มกราฯ 69 หาก นายกฯอนุทิน เลือกประการหลังไม่ยุบก่อนยื่น ก็แสดงว่ามั่นใจ จะไม่มีการอภิปราย จากเหตุเพื่อไทยระส่ำระสายหนัก อุ๊งอิ๊งถูกเด็ดปีกไม่พอ-ผู้นำจิตวิญญาณประสบชะตากรรม ส.ส.หนีทัพเอาตัวรอด เหลือต่ำร้อย หรือไม่ก็มีตัวช่วย รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่กลัวอภิปราย
⦁…ตัวช่วยที่ว่า และหากจะเรียกว่าตัวตัดสินเกมนี้คงไม่ผิดนัก คือพรรคประชาชนภายใต้การนำ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ให้กำเนิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย อนุทิน ชาญวีรกูล นั่นเอง เป็นที่รับรู้ร่วมกันเป็นการทั่วไปว่า พรรคส้มยอมเอาเสียง ส.ส.แลกหนุนอนุทินเป็นนายกฯ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางยกร่างใหม่ทั้งฉบับสำเร็จ โดยดีดลูกคิดแล้ว สรุปว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าเพื่อไทยเสียงครบ ยื่นซักฟอกได้ แต่พรรคส้มไม่เล่นด้วย กลัวแก้รัฐธรรมนูญแท้ง ล้มเหลว เสียง ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมหากจะมี ก็ทำอะไร อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้
⦁…หากจะลุยยื่นไม่ไว้วางใจจริง ว่ากันว่า เรื่อง “เป้า” เชือด ก็เป็นปัญหาของฝ่ายค้านเพื่อไทยนั้นไม่ต้องถาม ฉายานามฝ่ายค้าน ย่อมเล็งไปที่การเด็ดหัว อนุทิน ชาญวีรกูล ฝันโค่นล้มรัฐบาล คงไม่กล้าเช็กบิล ธรรมนัส พรหมเผ่า ตรงๆ ประสา ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ รู้ไส้พุงกันดี ขณะที่พรรคประชาชน ถ้ามองจากการเอาการเอางานยิ่ง ใช้กลไกอื่นตรวจสอบผู้กอง และ ส.ส.ในสังกัด ก็คงไม่ต้องเดาให้ยากว่า อยากจับใครขึ้นเขียงมากที่สุด
⦁…อาจบางทีการไม่มีอภิปรายซักฟอกเพราะเหตุเสียง ส.ส.เพื่อไทยไม่ครบ (ฮา) อาจเป็น ทรีวิน หรือ ทริปเปิลวิน ของหลายพรรคก็ได้ เพื่อไทยก็นำมาเป็นเหตุอ้างได้โทษ ดีลดูด ซื้อตัว โพลิติกมันนี่ …ภูมิใจไทยได้อยู่ต่อเข็นรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ตามเอ็มโอเอ…ค่ายประชาชนก็บรรลุเป้าหมาย กองหนุน หล่อเทพ เบื้องหลังความสำเร็จ แก้ ม.256 ปลดล็อก นำทางทำร่างฉบับใหม่









