หน้าแรก การเมือง พยานขึ้นศาล ไ...

พยานขึ้นศาล ไล่ไทม์ไลน์ หมอเกศ คดีสมัครส.ว.มิชอบ ไม่ถึง 2 ปี จากป.โท สู่ศาสตราจารย์

25.11.25 | 15:09 น.

อดีตผู้สมัคร ส.ว.เป็นพยานไล่ไทม์ไลน์มัด ‘หมอเกศ’ มีคนเดียวในโลก ใช้เวลาแค่ 2 ปี จาก ป.โท สู่ศาสตราจารย์ คดีใช้คำนำหน้าลงสมัคร ส.ว.มิชอบ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง นัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 กรณี พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการหลอกลวง ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเดียวกัน กรณีดังกล่าวเกิดจากการที่ พญ.เกศกมล ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในการสมัครเป็น ส.ว.

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

วันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วย อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต.

โดยในวันนี้ พ.ญ.เกศกมล เดินทางมาศาล

Advertisement

พยานฝ่ายผู้ร้องปากแรกเป็น อดีตผู้สมัคร ส.ว. กลุ่ม 19 อาชีพทนายความ ได้ให้ปากคำว่า จากการตรวจสอบเอกสารของ พญ.เกศกมล ในใบสมัคร สว.3 พบว่าใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” จึงมีการไปตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงาน พบว่าไม่มีชื่อผู้คัดค้าน ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นศาสตราจารย์ และไม่พบเคยเป็นอาจารย์ หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

ขณะที่ประเด็นทนายความของ พญ.เกศกมลถามซักค้าน กรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศนำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่ และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้

พยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่า การสมัครการสมัคร ส.ว.ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้จะต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวยอมรับว่าระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามไว้ แต่จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่าได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทย ไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

ขณะที่ พยานปากที่ 2 อาชีพทนายความ ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ FCE ไม่ใช่สถาบันระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือหรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกจะต้องมีวิทยานิพนธ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก และเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของ พญ.เกศกมลที่นำส่ง กกต. และให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชนมีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป

อีกทั้งยังพบว่าเอกสารการรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริง แต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า ต่อมาพบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน

อีกทั้งแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ FCE ให้ข้อมูลเท็จ โดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่ารัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของ พญ.เกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งทั้งโลกนี้ไม่มีใครทำได้ โดยมีไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้

ใช้ระยะเวลา 8 เดือน ใช้คำนำหน้าว่า “ดอกเตอร์” (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่า “รองศาสตราจารย์” จากนั้นอีกไม่นานก็ใช้คำว่า “ศาสตราจารย์”

ทั้งนี้ ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความ ที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้น จากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ พญ.เกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศ ไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประทศโดยตรง

โดยศาลได้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านหรือพยานฝ่ายของ พญ.เกศกมล นัดต่อไปในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น