หน้าแรก การเมือง ฉีกหรือเก็บไว...

ฉีกหรือเก็บไว้? นักกม. ยัน MOU43-44 ถึงไม่มีไทยอ้างสิทธิได้ 100% เห็นด้วยกดดันศก.- ปิดล้อมเกาะกูด

25.11.25 | 16:53 น.

นักกฎหมาย ยัน ‘MOU43-44’ ถึงแม้ยกเลิกไทยยังอ้างสิทธิได้ 100% หวั่น ประชามติผลักภาระประชาชน – เห็นด้วยมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ – แนะมอง ‘ปิดล้อมทางทะเล’

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ห้อง 501 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (ทุนคิงส์) จัดเวทีเสวนา ‘ปัญหาไทย-กัมพูชา MOU ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?’ โดย ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ อดีตสมาชิกวุฒิสภา, รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายฯ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ดำเนินการโดย นายตริณญ์ อินทรโอภาส นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ปี 2530

โดยภายในงานมีการแจกหนังสือธรรมมะ 2 ภาษา ‘เดินหน้าอย่างไร ในสังคมแบ่งขั้ว’ ซึ่งชมรมพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน เนื้อหาเสวนาชี้ชวนให้เห็นแง่มุมของ MOU 43 และ 44 ว่าควรจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หากมองในแง่ประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดที่จะมีการทำประชามติ สอบถามประชาชนว่าควรยกเลิก MOU ดังกล่าวหรือไม่

ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ จาก คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความเป็นมาภาพรวมของ MOU 43 และ 44 ซึ่งหมายถึงบันทึกความเข้าใจ เป็นเอกสารที่ใช้ระหว่างรัฐและหน่วยงาน เพื่อกำหนด ‘กรอบความร่วมมือ’ ก่อนที่จะมีการทำบันทึกตกลงที่มีสภาพบังคับใช้ ซึ่งหากดูตามนิยามความหมายของ ตามข้อ 2 (1A) ของ อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ระบุไว้ว่า ‘สนธิสัญญา’ คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐในรูปแบบลายลักษณ์ และอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ’

Advertisement

ดังนั้น ถึงแม้หัวจะเขียนว่า MOU แต่จะเรียกว่าเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ก็ได้ MOU 43 และ 44 จึงไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจว่าเป็น ’สนธิสัญญา‘ ที่มีผลบังคับทางกฎหมาย

โดยในช่วงที่มีการลงนามปฏิญญาร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เกิดเอกสารขึ้นมาฉบับหนึ่งโผลขึ้นมาในขณะนั้น คือ MOU เรื่อง ‘แร่หายาก’ ซึ่งหลายท่านและส่วนตัวเองก็งง ว่ามาได้อย่างไร หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเป็น สนธิสัญญาหรือเปล่า เพราะเราเข้าใจกันว่า MOU 43 และ 44 เป็นสนธิสัญญา

โดยเนื้อหาของ ‘MOU แร่หายาก’ ในข้อ 1 เขียนชัดเจนว่า ‘ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นสภาพบังคับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ’ และไม่ได้มีความต้องการที่จะส่งผลกระทบต่อความตกลงที่มีอยู่ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ’ เขียนชัดเจนว่า ‘ไม่ได้มีผลผูกพัน’ เมื่อไม่ได้เป็นสนธิสัญญา แปลว่า ’จะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้’ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเมือง ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ผศ.ดร.ธนภัทรชี้ว่า ในช่วงปี 2540 มีการลงนามทำข้อตกลงก่อตั้ง คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมี MOU 43 และ 44 จะสังเกตเห็นว่า มีการประชุมหลายครั้ง ที่เป็นทางการ 6 ครั้ง สมัยวิสามัญ 5 ครั้ง เพื่อกำหนดรายละเอียดในการจัดทำร่าง MOU 43 บันทึกความเข้าใจ เรื่อง ‘การทำหลักเขตแดนทางบก’ ซึ่งมีทั้งหมด 9 ข้อ โดยข้อกังวลข้อแรกๆ คือเรื่อง ‘เอกสาร’ ที่จะใช้เป็นฐานในการตกลงพูดคุยกันกับกัมพูชา

ผศ.ดร.ธนภัทรชี้ว่า ภายใต้ข้อ 1. เราพูดถึงสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส 1904 ข้อ 2.พูดถึงสนธิสัญญา 1907 ข้อ 3.แผนที่ที่จัดทำขึ้นจากการปักปันเขตแดน ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ที่ตั้งขึ้นภายใต้อนุสัญญาในปี 1904 และ 1907 ซึ่งน่าจะเป็นข้อกังวลหลัก

จากนั้น ผศ.ดร.ธนภัทร ยกตัวอย่างหน้าถัดไปในข้อที่ 4.การจัดทำเขตแดนแบบเป็นตอนๆ ส่วนข้อ 5.พูดถึงการที่ต้องงดเว้นดำเนินการใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของชายแดน ที่หลายฝ่ายกังวล เมื่อกัมพูชายังละเมิดอย่างต่อเนื่อง ทำไมยังต้องเก็บ MOU 43 เอาไว้ 6.การรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 7.การดำเนินการเกี่ยวกับการเข้าเมือง 8.การระงับข้อพิพาท ว่าจะต้องดำเนินการแบบสันติวิธี แบบทวิภาคี 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นอีกข้อที่สำคัญ และข้อ 9.การใช้บังคับ ว่าทำเมื่อไหร่

 

“หลายฝ่ายมองว่า MOU 43 ทำให้เราเสียดินแดน ผมยืนยันว่า MOU ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ไทยเสียดินแดน และการมีอยู่ของ MOU 43 ไม่ได้ทำให้ ‘อนุสัญญาปี 1904’ ซึ่งเป็นตัวแบ่งเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา (ที่ยึดแนวสันเขา ลำน้ำ และหลักเส้นตรง) นั้น หายไป”

 

 

“ส่วนอีกอันคือ อนุสัญญาปี 1907 หน้า 23 ในข้อที่ 2 เขียนชัดเจนว่า ‘รัฐบาลฝรั่งเศส ยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด กับทั้งเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงห์ลงไป จนถึงเกาะกูด ให้แก่กรุงสยาม’ ดังนั้น เกาะกูด เป็นของไทย 100 %”

ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับ ‘MOU 44’ เป็นกรอบที่ใช้เจรจาระหว่างไทยกัมพูชา มี 5 ข้อ ซึ่งสั้นกว่า MOU 43 ที่มี 9 ข้อ สำหรับทำบันทึกความเข้าใจ เพื่อนำใช้ในการทำสนธิสัญญาเพื่อการพัฒนาร่วมเรื่องปิโตรเลียม อีกที ดังนั้นโดยสภาพของตัวมันเอง ไม่ได้แบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งในข้อที่ 5 เขียนไว้ชัดเจนถึงเงื่อนไขการใช้บังคับว่า ‘ไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละฝ่าย’

เป็นเพียง ’กรอบในการเจรจา’ ไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรเลย เป็นเพียงการอธิบาย และกรอบสำหรับการทำสนธิสัญญา ไม่มีผลในการยก หรือเสียดินแดนประเทศไทยแต่อย่างใด” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว และว่า
ในหน้าที่ 8 จะเห็นว่า กรอบที่ใช้ในการพิจารณาต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแปลว่า เดี๋ยวจะต้องนำเข้าที่ประชุมสภาฯ อีกครั้ง ดังนั้นโดยสภาพไม่ได้ออกมาง่ายๆ

ในช่วงหนึ่ง ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่ได้เชียร์ให้ยกเลิก หรือไม่ยกเลิก แต่ถ้าดูจาก MOU 43 เป็นฐานไปถึงอนุสัญญา 1907 ยุคนั้นเทคโนโลยีไม่ชัดเจนมากพอ แผนที่ที่คนพูดถึงเยอะคือสัดส่วน 1:200,000 ซึ่งกัมพูชา มักจะหยิบมาพูดทุกครั้ง โดยแผนที่นี้ถูกใช้ในช่วง ‘กรณีปราสาทเขาพระวิหาร’ แต่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในขณะนั้น ไม่ได้ให้สถานะว่าเป็นแผนที่ที่มีผลใช้บังคับ ซึ่งข้อนี้กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายชัดเจนและโต้แย้งอย่างต่อเนื่อง และทางการทหารของไทยเอง ก็ใช้แผนที่ 1:50,000 ในการรักษาอธิปไตยมาโดยตลอด

เมื่อแผนที่ๆ จัดทำไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถพล็อตลงไปในพื้นที่จริงได้ เพราะไม่มีความละเอียดเลย จึงเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงต้องมี MOU 43 และ TOR 2546 เพื่อที่จะบอกว่าที่ตกลงกันไว้ในปี 1904 และ 1907 มันอยู่จริงๆ ตรงไหน จุดที่ตกลงกันได้ชัดเจนทั้งสองฝ่าย อย่างสันปันน้ำ ก็เป็นไปตามนั้น ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้คือที่มาของ MOU 43 และ TOR 2546” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

ขณะนี้เราอยู่ในขั้นแรกคือ ‘1.การพิสูจน์ทราบ ซ่อมแซม และจัดทำหลักอาณาเขต’ หลังจากนั้น JBC จะจัดทำแผนที่ฉบับใหม่ 1:25,000 อยู่บนฐานของสนธิสัญญา 1904 และ 1907 แปลว่า แผนที่ 1: 200,000 จะใช้ไม่ได้โดยสภาพอีกต่อไป

ส่วนขั้นตอนต่อไป ‘การทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศตลอดแนว’ ซึ่งในปัจจุบันยังใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากปักปันแขตแดนแล้วเสร็จ ยังตกลงไม่เรียบร้อยในหลายพื้นที่

“ณ ปัจจุบันจึงมีความพยายามแก้ไข TOR 2546 เพื่อนำเทคโนโลยี ไลดาร์ (LiDAR) เข้าไป ถามว่าใช้ทำไม เนื่องจากตกลงกันไม่ได้ว่าพื้นที่ตรงไหนอยู่ภายใต้ดินแดนอธิปไตยของใคร เราไม่รุกล้ำเขาอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ต้องป้องกันไม่ให้เขารุกล้ำเรา

ดังนั้นเมื่อเราจัดทำแผนที่ตรงนี้แล้วเสร็จเป็นฉบับใหม่ขึ้นมาใช้บังคับ แผนที่ 1: 200,000 มันก็จะถูกลบไปโดยสภาพ และจะไม่หลอนพวกเราอีกต่อไป หลังจากนั้นจะมีการลากเส้น สำรวจภูมิประเทศ และจัดทำหลักเขตแดนถาวร จนเสร็จสิ้นกระบวนการตาม MOU 43 และ TOR 2546” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าวต่อว่า ความจริงแล้ว การที่ไม่มี MOU 43 ก็สามารถอ้างถึงการละเมิดของกัมพูชาได้ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การที่เราเห็นชัดๆ อยู่ว่า กัมพูชากำลังละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง จะถือเป็นหลักฐานอีกอย่างที่บอกว่ากัมพูชายังละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกเหนือจากหลักทั่วไป ซึ่งไทยมีการประท้วงอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้มีคนมองว่า กัมพูชาน่าจะจมกระดาษไปแล้ว และเป็นหน้าที่ๆ เราควรทำ หยุดไม่ได้

“ในมุมตรงกันข้าม ถ้าเรายกเลิก MOU 43 ฉบับนี้ ตามข้อ 8 จะทำให้การเจรจาระหว่างทวิภาคีไม่มีอยู่แล้ว จะทำให้เราต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศหรือไม่นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องจริง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจยินยอมของเรา” ผศ.ดร.ธนภัทรชี้

ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าวว่า ในส่วนของ MOU 44 เป็นกรอบความร่วมมือที่กำหนดให้คู่ภาคีต้องไปจัดทำความตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตเลียม และการเจรจาเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ทางทะเลในอนาคต ไม่ใช่เอกสาiที่แบ่งเขตแดนในตัวมันเอง ดังนั้นหากมีการจัดทำสนธิสัญญาฉบับสมบูรณ์ภายหลัง ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ และ MOU  44 ไม่ได้ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถไปตกลงกับกัมพูชาได้โดยลำพัง โดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว

ยิ่งกว่านั้น แผนที่อ้างสิทธิ ในหน้าที่ 27 ข้อ 5 ของ MOU 44 เขียนไว้ชัดว่า ‘บันทึกความเข้าใจจะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละฝ่าย’ ซึ่งไม่ใช่การแบ่งครึ่ง-ครึ่ง ต้องแบ่งตามหลักเกณฑ์ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

“ดังนั้น การมีอยู่ไม่ได้จำกัดสิทธิของไทย แต่มองในทางตรงกันข้าม MOU 44 เป็นกรอบที่ทำให้เราอ้างได้ว่า กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงที่ทำระหว่างกันอีก ที่ทำกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้นานาชาติเริ่มดูมากขึ้น ในการที่จะมาทำความตกลงกับกัมพูชา ว่าขนาดเพื่อนบ้านยังละเมิด” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าวด้วยว่า ตนแอบเห็นด้วยกับมาตรการ กดดันทางเศรษฐกิจ จากการปิดชายแดน เพื่อให้กัมพูชามาคุยกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน มาตรการถ้ายิ่งกดดันทางเศรษฐกิจกับกัมพูชามากเท่าไหร่ กรอบที่จะบีบ ยิ่งมีโอกาสมากเท่านั้น

ส่วนในเรื่องการใช้กำลัง ปิดล้อม ส่วนตัวมองว่า ณ ปัจจุบัน ไทยน่าจะต้องดูมากขึ้น

ตอนนี้ชายแดนมีปัญหา อาณาเขตทางทะเล ถ้าสมมติว่ามีการดำเนินการที่รุกล้ำตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิสมบูรณ์ทุกประการ ในการรักษาอธิปไตยของตนเอง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ MOU 43 หรือ 44 ก็ตาม คือภาพรวมที่เราน่าจะคุยกันได้”

“ส่วนเรื่องเปิดด่าน-ปิดด่าน ผมว่ามาตรการนี้เราทำถูก ที่ปิดด่านไปก่อน ซึ่งจะเป็นการกดดันอย่างต่อเนื่อง อีกอันที่จะช่วยได้ คือ มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับทางกัมพูชา ให้ปฏิบัติตาม และเคารพตามพันธกรณี ซึ่งแน่นอนว่ากัมพูชาเขาไม่ปฏิบัติตาม”

 

“สรุปว่า การมีอยู่ของ MOU ทั้งสองฉบับ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี ไทยสามารถอ้างสิทธิได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการละเมิดอธิปไตย เราใช้สิทธิป้องกันตนเอง อยู่บนฐานการได้สัดส่วน ซึ่งเราเคารพมากเกินไปด้วยซ้ำในหลายมิติ แต่การมีอยู่ของ MOU 43 หรือ 44 จะเป็นฐานอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไทยสามารถอ้างได้ เป็นเครื่องมือที่ทำให้นานาชาติเริ่มคิดมากึ้น ในการทำความร่วมมือกับกัมพูชา” ผศ.ดร.ธนภัทรชี้

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นจุดยุทธศาสตร์คาบสมุทรอินโดจีน รวมถึงมีทรัพยากรทางทะเล หรือแร่แรร์เอิร์ธ ไทยควรต้องทำตัวมีคุณค่า ไม่อ่อนเกินไป หากสมมติว่ามีการทำประชาติ แล้วผลออกมาว่า ‘ยกเลิก MOU 43 44’ หลังจากนั้นมองว่า เราควรทำอย่างไรเพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับกัมพูชา ?

ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าวว่า ตนอยากอธิบายประเด็นหนึ่ง คือประไทยต้องคิดมากๆ ว่า ควรจะทำประชามติหรือไม่ ? เพราะมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย แต่สุดท้ายถ้าผลออกมาแบบไหน คำถามคือรัฐบาลจำเป็นต้องยึดตามความเห็นของประชาชนหรือไม่

“แล้วถ้าผลไม่ว่าจะไปต่อ หรือยกเลิกนั้น สร้างความเสียหายมากกว่ากับประเทศไทย จะโทษไหมว่าเป็นเพราะประชาชน เป็นจุดแรกที่ต้องเคลียร์” ผศ.ดร.ธนภัทรชี้

เมื่อมีเยาวชนสอบถามในข่วงท้ายว่า ควรจะมี ‘ตัวกลาง’ อย่างองค์กรระหว่างประเทศ หรือมหาอำนาจ ที่มาช่วยเราไกล่เกลี่ยเรื่องนี้หรือไม่ ?

ดร.ธนภัทรกล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องอธิปไตยของประเทศไทย ฉะนั้นเวลาเราจะคุยอะไรเกี่ยวกับอธิปไตยของประเทศ คนที่ควรจะต้องมีสิทธิในการตัดสินใจคือ ประเทศไทย

“เวลามีประเด็นเกิดขึ้น แต่ละครั้งที่ผ่านมา ที่ตกลงกันไม่ได้ในหลายวาระ หลายโอกาส มาเลเซียเสนอเข้ามาเป็นตัวกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย สหรัฐฯ จีน เสนอเข้ามา สิ่งหนึ่งที่ไทยควรทำคือ บอกว่าคุณเข้ามาได้แต่ต้องห้ามยุ่ง คุณให้สถานที่เจรจาได้ คุณเซ็นเป็นพยานได้ แต่ในเนื้อหาการเจรจา ต้องปิดประตูการคุย 2 ฝ่าย ระหว่างไทย-กัมพูชาแค่นั้น

เพราะมันคือการตัดสินใจเรื่องอธิปไตยของเรา ไม่ควรให้ชาติที่ 3 ที่ 4 ซึ่งอาจจะไม่เห็นบริบทของเราตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ ว่ามันเป็นอย่างไรมาตั้งแต่แรก เขาไม่ควรต้องมีส่วนตัดสินใจ” ดร.ธนภัทรกล่าว