⦁…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “ระบบบริหารราชการแผ่นดินประเทศไทย” มาถึงจุดที่พิสูจน์แล้ว “สิ้นเชิง” เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต “น้ำท่วมหาดใหญ่และจังหวัดชายแดนใต้” ที่ต้องปล่อยให้ประชาชนเผชิญมหันตภัยอย่าง “สิ้นหวังยาวนาน” มองไม่เห็น “องค์กรหรือกลไกใด” มี “สติปัญญา ความสามารถ” พอจะคลี่คลายให้ผ่อนเบา ปล่อยให้ประชาชนต้องตื่นตระหนกอย่างว้าเหว่ เป็น “รัฐล้มเหลว” อย่างแท้จริง สำหรับ “ประสิทธิภาพการจัดการประเทศ”
⦁…เมืองเจริญรุ่งเรือง ตึกรามบ้านช่องทันสมัย ผู้คนมีฐานะความเป็นอยู่สุขสบาย ใครจะเชื่อว่าเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ “โครงสร้างการบริหารจัดการ” จะ “ไร้ประสิทธิภาพ” ได้ขนาดนั้น เสียงตะโกน “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ดังเซ็งแซ่มาจากหลังคาตึกรอบทิศ ทุกครั้งที่มีเรือแล่นใน “ถนนกลางเมืองที่กลายเป็นทะเล” อาสาสมัครมีชื่อเสียงเป็นที่เชื่อมั่นว่ามากประสบการณ์เชี่ยวชาญวิธีช่วยเหลือ ได้แต่ “พากันหลั่งน้ำตา” ด้วย “หมดพลัง หมดปัญญา” ที่จะช่วยได้ทุกคน “ปริมาณโหยไห้เรียกหา” มากมายเกินกว่าคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะรับไหว คิดถึงแต่ “หน่วยงานรัฐ” ที่มีอำนาจหน้าที่ ทรัพยากร เครื่องมือเครื่องไม้ที่พร้อมเท่านั้นที่จะเป็นความหวังได้
⦁…เป็นประเทศที่ยอมให้มี “โครงสร้างระบอบการปกครอง” ทั้ง “ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่น-ส่วนกลาง” แต่ละส่วนมี “หน่วยงานเฉพาะ” มีบุคลากรของตัวเอง “ใช้งบประมาณของประเทศมากมาย” ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ “กลไกบริหารราชการเทอะทะ ซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นมากที่สุด” และแล้ว “มหาอุทกภัยครั้งนี้” ได้เผยให้เห็นถึงความว่างกลวงของระบบที่มีอยู่ทั้งหมด “งบประมาณที่ประเทศสูญเสียไป”ไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อประสิทธิภาพที่ประชาชนควรคาดหวัง
⦁…ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต่างมีหน่วยงานและจัดสรร “งบประมาณ” โดยอ้างภารกิจที่ดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะ “มหาดไทย” คือศูนย์รวมของสารพัดอำนาจหน้าที่ เช่นเดียวกับ “กรมกองทหารพัฒนา” ของกระทรวงกลาโหม ที่เท “ทรัพยากรลงไปมหาศาล” ถึงวันนี้ถามตัวเองกันบ้างหรือไม่ ว่า “ทำอะไรกันอยู่”
⦁…น่าเศร้าที่สุดคือ “ผู้นำสูงสุดในการบริหารประเทศ” ที่ยืดอก ยกไหล่ ภาคภูมิใจในวาสนา เมื่อถึงเวลาต้องทำงาน กลับ “เฟอะฟะ เงอะงะ” ให้เห็นชัดว่าขาด “วิชั่นบัญชาการ” เป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่ทำได้แค่ลงพื้นที่ไป “โชว์ผัดข้าวกระทะใหญ่ใส่กล่องแจกชาวบ้าน” โดยไม่รู้กระทั่งว่าจะ “แจกด้วยวิธีไหน ใครจะไปแจกให้ เพื่อถึงปากคนหิวที่แท้จริง” หลังดูท่ารับมือไม่อยู่ อนุทิน ชาญวีรกูล เรียกหาตัวช่วยเสียงหลง แต่คนที่เรียกมารับผิดชอบกลับเป็น ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีหน้าที่ผิวเผินมากในโครงข่ายอำนาจที่บัญชาการภารกิจ ชัดเจนในความหมาย “รัฐบาลทำงานไม่เป็น” นำสู่ “สิ้นหวัง” ชัดเจน
⦁…ชั่วโมงนี้มีแต่เสียงภาวนาให้ “อำนาจรัฐ” ตั้งหลักได้ ใครก็ได้ที่ “เป็นงาน รู้ภารกิจ” เข้ามาช่วยเหลือ “วางแผน คอนโทรลการทำงานให้ถูกทาง” ด้วยความเชื่อมั่นว่าด้วย “หัวใจคนไทยที่ไม่ทิ้งกัน” ทุกฝ่ายพร้อมปฏิบัติอยู่แล้ว ขอเพียงแค่ “อำนาจนำ” สร้างศรัทธาว่ามีสติปัญญามากพอที่จะใช้งาน
⦁…สุดท้ายนี้ ตามประสาคนไทยที่เคยชินกัน “อ้อนวอน พึ่งฟ้า ฝากดิน” เสียงสวดมนต์ภาวนาให้ “เพื่อนร่วมชาติอยู่รอดปลอดภัย” น่าจะดังกระหึ่มไปทั่วแผ่นดิน เหมือนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติรุนแรง







