⦁…เสียหายอย่างหนัก น้ำท่วม “ใต้ตอนล่าง” หลายจังหวัด จากนครศรีธรรมราชลงไป รวมถึง “หาดใหญ่” พื้นที่เศรษฐกิจ จมใต้น้ำถึง 4 เมตร จาก 21 พ.ย. กว่าจะคลี่คลายก็ประมาณ 26 พ.ย. เป็น “วิกฤต” ที่ต้องเร่งถอดบทเรียนอย่างละเอียด เพราะพื้นที่นี้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว จนมีการ “ขุดคลอง-ทำระบบระบายน้ำ” ใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ น่าจะต้องมีการนำ “ปัจจัยความผันผวนของอากาศ” เข้ามาคิดร่วมด้วย อาทิ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ร้อนขึ้น ทั้งในทะเล และชายฝั่ง ส่งผลให้เกิด “เมฆฝนขนาดใหญ่” ที่ตกกระหน่ำเฉพาะที่ เกิดการสะสมของน้ำก่อนไหลลงสู่ระดับล่าง กลายเป็นวิกฤตน้ำท่วม
⦁…ความเสียหายที่เกิดขึ้น “หนักหนาสาหัสสุดๆ” แน่นอนว่า พื้นที่อยู่อาศัยทั้งนอกและในเขตเศรษฐกิจ พื้นที่เศรษฐกิจจมน้ำขนาดนั้น ชีวิตประชาชน ทรัพย์สินบ้านเรือน เป็นปัญหาที่ต้องรีบคิดแก้ไขเยียวยา น้ำ-ไฟฟ้า อินฟราฯด้านไอที ต้องรีบกลับมา เพื่อช่วยให้ “การกอบกู้ธุรกิจต่างๆ ซ่อมแซมอาคารร้านค้า ระบบต่างๆ รวมถึงสินค้าที่สูญเสีย” ได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ของเมือง ของจังหวัดและของภาค ให้ลุกขึ้นเดินหน้าต่อไปให้ได้
⦁…“ศูนย์วิจัยกสิกรฯ” ชี้ว่า น้ำท่วมใต้จาก 21 พ.ย. กระทบ 8 แสนครัวเรือนในพื้นที่ 4 แสนไร่ เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า “25,000 ล้านบาท” ส่วนแรก กระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนที่สองจาก “ความเสียหายต่อสินทรัพย์” ซึ่งซับซ้อนกว่า ความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคต ความเสียหาย 25,000 ล้านบาท จะเท่ากับ “0.13%” ของ “Nominal GDP” หลักๆ อยู่ที่สงขลา จากการหยุดชะงักในภาคบริการ ที่พักแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง การผลิตอุตสาหกรรมเกษตร และอาหารแปรรูป สัดส่วนกว่า 56% และ 18% ตามลำดับในจังหวัดสงขลา
⦁…ผลกระทบทางการเมือง “องค์กร” ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “ท้องถิ่น” ต้องเตรียมตอบคำถาม ชี้แจงกับประชาชน เจ้าของสิทธิเลือกตั้ง ส่วนในทางการเมือง ก็จะมี “ผลทางการเมือง” ที่จะตามมา หลังจากยุบสภาและเลือกตั้ง พื้นที่ใต้ส่วนล่าง การแข่งขันดุเดือดอยู่แล้ว เหตุการณ์น้ำท่วม จะเป็นปัจจัย น่าจะมีผลไม่น้อย ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมชี้แจงแก้ปัญหากันไป ก็น่าติดตามว่า จะมีผลอย่างไรต่อพรรคที่แข่งขัน และมีเป้าหมาย ในภาคใต้
⦁…การเมืองจะ “ยุบสภาเร็ว-ช้า” อย่างไร ยัง “พยากรณ์” กันไม่จบ ตาม MOA ระหว่าง “พรรคประชาชนกับภูมิใจไทย” นายกฯอนุทินจะยุบสภาก่อน 31 ม.ค.2569 หลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดประตูไปสู่ “การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ” เรียบร้อย และจัดเลือกตั้งพร้อมทั้งทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256” กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ รอการลงมติวาระ 2 แล้วทิ้งไว้ 15 วันค่อยมาโหวตเห็นชอบทั้งฉบับหรือ “วาระ 3” โดยมีปฏิทินจะ “เปิดสภาวิสามัญ” เพื่อพิจารณาวาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธ.ค. และเปิดสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค.เป็นต้นไปเพื่อลงมติวาระ 3 หรือเห็นชอบทั้งฉบับ แต่ต้องทิ้งช่วงให้ห่างกัน 15 วัน
⦁…ปัจจัยแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น คือ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ที่พรรคเพื่อไทยตระเตรียมการมาแล้ว ซึ่งจะยื่นได้เมื่อเปิดสภาสมัยสามัญ และ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ลั่นวาจาไว้แล้วว่า จะไม่ยอมให้ใครมาด่ารัฐบาลฟรีๆ ถ้ามีญัตติเข้ามารัฐบาลยุบสภาทันที ซึ่งจะมีผลให้ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ตกไป แต่ล่าสุด “พรรคเพื่อไทย” ตกลงจะดึงไว้ก่อน จะไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจจนกว่า “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ผ่าน “วาระ 3” ดังนั้น 10-11 ธ.ค.จะ “เปิดสภาวิสามัญ” พิจารณา “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2” เรียบร้อย ทิ้งไว้ 15 วันแล้ว ประมาณวันที่ 26 ธ.ค.เป็นต้นไป “โหวตวาระ 3” ที่ต้องมีเสียง ส.ว.เห็นชอบ 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง พร้อมกับ ส.ส.เกินครึ่งของสภา ถ้าผ่านตามเกณฑ์นี้ เป็นอันจบภารกิจ ยุบสภาเลือกตั้งพร้อมทำ “ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้ ถึงตอนนั้น ถ้าร่างแก้ไขผ่าน ฝ่ายค้านจะยื่นไม่ไว้วางใจ แล้ว “นายกฯหนู” ยุบสภา ก็ไม่มีผลกับ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” แต่ “การเมืองไทย” การจะคาดหวัง “ความแน่นอน” เป็นเรื่องยากมากๆ









