‘ภราดร ปริศนานันทกุล’
บทเรียนที่มีคุณค่า
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่หาดใหญ่ครั้งนี้ สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ไม่เพียงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมากเท่านั้น
แต่ยังทำลายความเชื่อมั่น ต่อความรู้ ความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” อย่างยับเยิน จนเชื่อว่าจะเป็นภาพจำไปตลอด
เหตุเพราะมหาอุทกภัยรอบนี้ เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเร็ว และแรงจนไม่มีใครคาดเดา หรือประเมินการรับมือได้ทัน
ก่อนที่ทุกคนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจะทันตั้งตัว ปริมาณน้ำที่มาจาก “ฝนที่เทลงมาแรงและยาวนานกว่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์” ก็ท่วมทั่วทั้งเมือง ทั้งท่วมสูง และไหลเชี่ยว รุนแรง จนสร้างความตื่นตะลึง รับมือกันไม่ถูก
เจ้าภาพเริ่มต้นอย่างเทศบาลนคร หาดใหญ่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาซึ่งหน้าที่โดยตรงกับการรับมือสถานการณ์ และช่วยเหลือประชาชน เหมือนถูกน้ำพัดจมหายไปแต่แรก ไม่มีข่าวคราวว่าเข้ามาจัดการอะไรเลย
มีอยู่ ก็เหมือนไม่มี
เช่นเดียวกับนายอำเภอหาดใหญ่ และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ตกอยู่ในสภาพเหมือนไก่ตาแตก อธิบายเรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้น ชีวิตประชาชน ชุมชน ไม่ได้เลย
เมื่อต้นทางมืดบอด ผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ และข้อมูลที่พอจะประเมินความเป็นไปเบื้องต้น เพื่อหาทางควบคุมสถานการณ์ คอนโทรลวิธีการจัดการอย่างรู้ปัญหาในภาพรวมที่ขยายไปในรายละเอียดต่างๆ ไม่มี
ที่ตามมาคือ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจากส่วนกลาง อันหมายถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสูงขึ้นมา ย่อมจับต้นชนปลายไม่ถูกในเบื้องต้น ไม่รู้แม้กระทั่งจะเริ่มจับทางเพื่อคลี่คลายวิกฤตจากจุดไหน
ความเดือดร้อนที่เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วในทุกปัญหา ซึ่งควรจะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมกระชับปัญหา เพื่อให้เกิดการลงมือเข้าคลี่คลายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกจุด
ซึ่งในเบื้องต้น นายกรัฐมนตรีต้องแสดงบทผู้นำโดยให้หน่วยต้องสนองตอบการแก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน สร้างเอกภาพของความเชื่อมั่น
ทว่าการขาดแคลนข้อมูลในทุกด้านทำให้การวางแผนงานเพื่อควบคุมสถานการณ์เป็นไปไม่ได้ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมาทำได้แค่พาตัวเองเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ให้ภาพของการไม่ทอดทิ้งประชาชน มารับรู้ปัญหาปรากฏต่อสาธารณชน โดยไม่ส่งผลต่อการจัดการคลี่คลายสถานการณ์ใดๆ
จึงไม่ต่างจากการปล่อยให้สถานการณ์พัฒนาความรุนแรงไปตามยถากรรม โดยไม่มีใครสามารถเข้าไปควบคุมได้
ยิ่งผู้นำสูงสุดบริหารจัดการด้วยวิธี กระจายงานออกให้พ้นๆ ตัวโดยแต่งตั้งผู้รับผิดชอบกระจายออกไป แล้วให้รายงานกลับมา โดยไม่มีแผนงานว่าแต่ละคนที่รับงานไปจะเริ่มต้นที่ตรงไหน ความโกลาหลยิ่งมากขึ้น เพราะต่างคนต่างเข้าไปปฏิบัติงานโดยไม่รู้อะไรเลย เหมือนสั่งคนตาบอดหลายๆ คนออกไปเดินชนกันให้วุ่นวาย ยิ่งสร้างความยุ่งยากเข้าไปใหญ่
“ภราดร ปริศนานันทกุล” ได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นผู้ควบคุมงานในภาพรวมได้มีประสิทธิภาพ ถูกแต่งตั้งให้เป็น “ผู้นำอำนวยการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน”
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่งานในแบบที่เคยเป็นมา คืองานที่รู้งาน รู้คน รู้พื้นที่ รู้สถานการณ์ กลับอยู่ในสภาพไม่รู้อะไรเลย เป็น “ตาบอด” อีกคนไม่ต่างจากคนอื่น
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความล้มเหลว ซึ่งเกิดจากเหตุที่พูดถึงคำตอบที่แท้จริงไม่ได้ สีหน้าหมดปัญญา และการปิดไมค์กล่าวขอบคุณแล้วเดินหนีจากหน้าที่ของตัวเองเกิดขึ้น
ที่น่าเศร้าคือเหมือนความผิดพลาดทั้งหมดมาลงที่ “ภราดร” เพราะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา
นี่เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของนักการเมืองหนุ่มที่ควรจะมีอนาคตไกล ต้องมาเสี่ยงกับการพังทลายลง เพราะเหตุที่มาจากที่มาที่ไปที่ควบคุมไม่ได้
เพียงแต่ว่า ภารกิจทั้งหลายยังไม่จบแค่นั้น แม้น้ำจะเริ่มลด แต่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในเรื่องการจัดการความเสียหายเพิ่งจะเริ่มต้น
การตั้งสติใหม่ เข้าไปจัดการโดยอาศัยเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้มองสถานการณ์อย่างเข้าใจ และตั้งหลักที่จะใช้ความอดทนให้มาก
อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นจากกระแสที่เป็นอยู่

