‘พท.’กางแผนลุยเลือกตั้ง ชูแคนดิเดตนายกฯ-นโยบายสู้
หมายเหตุ – นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างพูดคุยกับคณะผู้บริหารเครือมติชน ถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของพรรค พท. ที่อาคารมติชนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
กระบวนการการยกเครื่องในการปรับเปลี่ยนทั้งเรื่องการสื่อสาร การบริหาร ภายในตอนนี้ใกล้เรียบร้อยแล้ว กระบวนการยกเครื่อง ก็เดินมาเกือบเสร็จเพื่อที่เราจะได้เดินหน้าในเรื่องของการยกเครื่องประเทศต่อไป ซึ่งเสร็จแล้วต่อไปก็จะเป็นการเลือกตั้ง โดยในส่วนของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย เป็นส่วนผสมของคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาก็ถือว่ามีจำนวนมาก นี่คือองค์ประกอบของ กก.บห.พรรค และยังมีในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซึ่งหากเราดูจากรายชื่อแล้ว จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ที่จะเป็นผู้ใหญ่มากำกับทิศทาง แต่ครั้งนี้จะเป็นส่วนผสมใหม่ ซึ่งตนเป็นคนรีเควสเอง ให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ช่วยยกร่างชื่อขึ้นมา ซึ่งหากดูก็จะเห็นว่ามีส่วนผสมของคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในทีมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้วย ถือเป็นกระบวนการที่เราสร้างความมีส่วนร่วมจริงๆ
ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยก็เคยมีการตั้งยุทธศาสตร์ขึ้นมา เช่น ในสมัยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ขณะนั้นเราไม่ได้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ตั้งมาอย่างเป็นทางการ ไม่มีกระบวนการ ใช้เพียงข้อบังคับพรรคในการตั้ง เป็นองค์คณะลอยๆ ขึ้นมา และมีการขับเคลื่อน แต่ปรากฏว่าการทำงานเพื่อสอดประสานก็อาจจะทำให้มีข้อสรุปที่ติดขัด แต่วันนี้มีการขับเคลื่อนผ่านทาง กก.บห. ในส่วนของโอเปอเรชั่น (Operation) ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ก็มีการประชุมกันค่อนข้างเข้มข้นมากเพื่อที่จะกำหนดเรื่องของทิศทางการเมืองว่าเราจะเดินในแต่ละเรื่อง แต่ละมิติอย่างไร ขณะที่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เป็นเสาหลักแต่ละแท่งก็จะมีในส่วนของกองเลือกตั้ง มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนขับเคลื่อน และมีการประชุมกันไปแล้ว รวมถึงมีแขนขาของกองเลือกตั้งเยอะมาก เพราะตอนนี้ต้องเข้าใจว่านี่เป็นองคาพยพในการขับเคลื่อนเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ ฉะนั้น แขนขาต้องมีค่อนข้างมาก มีประธาน มีกลุ่มที่เป็นกลุ่มโซนจังหวัด มีกลุ่ม ที่ทำมีเดีย ทำอะไรต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างอื่น เช่น ในส่วนของการสื่อสาร ที่เรามีการปรับเปลี่ยน ต้องยอมรับความจริงว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารของพรรคเพื่อไทยอาจจะเป็นจุดอ่อนพอสมควร ซึ่งเรามองเห็นจุดอ่อนของตัวเอง จึงมีการปรับเปลี่ยนยกเครื่อง มีการตั้งองค์คณะที่เป็นลักษณะซุปเปอร์บอร์ดในเรื่องของการสื่อสารขึ้นมา มีโครงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นคนคอยขับเคลื่อน และพร้อมที่จะทำเป็นแคมเปญสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง
อีกทั้ง ยังมีการดึงเอาทีมที่เป็นรองเลขาธิการพรรค เทคโนแครต (Technocrat) ด้านนอก นักวิชาการ เข้ามาพูดคุยกัน มีทีม Academy ที่เข้ามาร่วมกันทำมาขับเคลื่อนนโยบาย โดยในส่วนของนโยบายขณะนี้ก็ค่อนข้างเป็นรูปธรรมและค่อนข้างชัดเจน ซึ่งจะมีการเปิดเร็วๆ นี้ ประมาณต้นเดือนธันวาคมจะทยอยเปิด ขอรอสะเด็ดน้ำหน่อย ขณะนี้แม้เราจะเคาะหลายๆ นโยบายไปแล้ว แต่สุดท้ายจะต้องส่งไปที่กระบวนการในการสื่อสารเพื่อปรับถ้อยคำให้ออกมาเป็นคำพูดที่ง่ายต่อการสื่อสาร ถือเป็นโครงสร้างของพรรค ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระนาบที่ต้องมีการสอดประสานและส่งข้อมูลกันไปมาอย่างรวดเร็ว
วันนี้หากดูกระบวนการการทำงานของพวกตน จะฉับไวต่อสิ่งเร้าภายนอกเร็วขึ้น ตนเชื่อว่า ในฐานะสื่อมวลชนคงเห็นได้ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางสังคม ประเด็นทางการเมือง หรือประเด็นการตอบโต้ต่างๆ เราพยายามขับเคลื่อนให้ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น วันนี้เราปรับเปลี่ยนแล้ว เราพร้อมที่จะขับเคลื่อนในส่วนของพรรคเพื่อตอบสนองการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เราต้องชนะการเลือกตั้ง เพื่อที่จะนำเอานโยบายไปทำให้สำเร็จและให้กับประชาชน ฉะนั้น โจทย์ของพวกตนชัดเจน วันนี้เครือมติชนในฐานะที่เป็นสื่อหนึ่งที่มีการสื่อสารข่าวสารให้กับประชาชน มีความเที่ยงตรง ที่สำคัญคือเป็นสื่อเชิงการเมืองที่เข้มแข็งที่สุดสื่อหนึ่งของประเทศไทย ฉะนั้น ในส่วนนี้ พรรคเพื่อไทยก็หวังว่าการทำงานในอนาคต เราคงจะต้องมีการร่วมมือกันในหลายๆ มิติ
●แสดงว่าพรรค พท.ยังคิดว่าจะยื่นญัตติอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่ใช่หรือไม่
ในส่วนของญัตติเราแยกชัดเจน ในวันที่ไปรับประทานอาหารกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เขาก็ขอให้มีการทบทวนญัตติออกไป เราคิดอยู่ แต่ในเรื่องของไทม์ไลน์ยังไม่มีข้อสรุป แต่ในเรื่องของกระบวนการ ได้เตรียมญัตติการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 ไม่ได้เตรียมญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยเฉพาะเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย การทุจริตคอร์รัปชั่น การฮั้ว ส.ว. การปัดเป่าคดีเขากระโดง มอเตอร์ GP การโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรมที่ยิ่งมาแดงและเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม กระบวนการที่ผ่านมาทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร หากถามว่าเราจะดำเนินการแน่นอนหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเป็นญัตติการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 รวมถึงเรื่องน้ำท่วมที่เราเห็นได้ชัด และคงต้องมีการไปปรับญัตติ ความเสียหายและความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ แต่เราก็เห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเราก็เห็นเกมแล้วว่ามีกระบวนการในการเริ่มชี้นิ้วมาแล้วว่า หากรัฐธรรมนูญมีปัญหาเพราะเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยแสดงตัวชัดเจนมาโดยตลอด ในเรื่องกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันการแก้ไขทุกครั้ง เราเต็มที่
แต่เห็นว่าพรรคประชาชนไปเลือกพรรคภูมิใจไทย ไม่แสดงตัวชัดเจนเหมือนกันว่าเขาไม่เอาการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เราสงสัยมาตั้งแต่แรกในเรื่องความจริงใจ และการยุบสภาครั้งนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าหนีการอภิปรายหรือหนีการแก้รัฐธรรมนูญกันแน่ เพราะเขาอาจจะไม่ได้มีความประสงค์จะแก้ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในเรื่องการไปประสานกับ ส.ว.
ทั้งนี้หลักคิดเรื่องของการตรวจสอบจะเอามาปนกับหลักคิดเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะกระบวนการตรวจสอบ 151 เป็นเรื่องความเสียหายกับประเทศ ทั้งนี้กระบวนการในการ
เตรียมยื่นร่างตามมาตรา 151 เราเตรียมแล้วและมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา มีการเตรียมข้อมูล เตรียมผู้อภิปราย กระบวนการตรวจสอบ เราคงไม่หยุด เพียงแต่ว่าระยะเวลาเมื่อไหร่ หากถามว่าเวลานี้เหมาะหรือไม่ เรายืนยันว่าเราเดินหน้าต่อ แต่วันนี้คงยังไม่พูด ต้องดูเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม นาทีนี้คงไม่มีใครไปพูดเรื่องการเมืองแล้ว แม้สถานการณ์นี้เราจะมองว่าเขาบกพร่องในการแก้ปัญหาที่ จ.สงขลา แต่เป็นเวลาที่ต้องให้กำลังใจ ต้องให้เขาทำงาน และหวังว่าเขาจะทำได้ดี คืนสภาพชีวิตปกติให้ชาวบ้านก่อน ในฐานะพรรคการเมืองเราต้องดูจังหวะเวลาด้วยเหมือนกัน
สำหรับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ จะเกิดขึ้นวันที่ 10-11 ธันวาคม และเปิดประชุมสามัญปกติวันที่ 12 ธันวาคม ส่วนกรอบเวลาในการพิจารณาในวาระ 3 รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องบวก 15 วัน จะอยู่ในช่วงวันที่ 26-29 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นการลงมติแบบขานชื่ออย่างเดียวในวาระ 3 ในส่วนของการยื่นอภิปราย พวกตนยังอยู่ในระหว่างการหารือกัน และต้องดูสถานการณ์อื่นๆ ประกอบ เช่น เรื่องน้ำท่วม คงไม่ยื่นวันนี้ เพราะนาทีนี้ต้องมีผู้สั่งการ (chief in command) ที่คอยแก้ปัญหาน้ำท่วม เกิดเขาบ้าจี้ยุบสภาขึ้นมา แล้วสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเช่นนี้ มันคงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม
●จะยื่นอภิปรายทั้งคณะหรือรายบุคคล
นาทีนี้เป็นรายบุคคลรวมนายกฯด้วย ทั้งนี้ หากเป็นพรรคประชาชนเข้าใจว่าเขาจะยื่นอภิปรายโดยไม่มีนายกฯ และเราสามารถยื่นญัตติแยกได้
●การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่าจะเปิดในช่วงเดือนธันวาคม
พรรคเพื่อไทยมีตัวบุคคลแล้ว สุดท้ายต้องเปิดครบ 3 คน ครั้งที่แล้วเราก็ใช้หมดสต๊อก จะเป็นบุคคลครบทุกมิติ ส่วนจะมีหัวหน้าพรรคด้วยหรือไม่ต้องรอให้มีมติพรรค ต้องฟังเสียงสมาชิกโดยเฉพาะ ส.ส.ด้วย
แคนดิเดตนายกฯ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วย แน่นอน เข้ามามีส่วนแล้ว เข้ามาร่วมอยู่ในคณะนโยบายที่เป็นเรือธงแล้ว คนที่เป็นแคนดิเดตต้องศึกษานโยบายพรรค
●เรื่องหลักยังคงเป็น ‘นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส’ หรือเติมเรื่องปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ของประเทศ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของเรา เราเป็นรัฐบาลมาหลายครั้ง เจอปฏิวัติไป 10 ปี กลับมาเป็นรัฐบาลคราวนี้ เราเจออุปสรรคที่เป็นปัญหาใหญ่มากของประเทศ คือ รัฐราชการ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศสะดุด ติดขัดหลายมิติ กฎหมายที่เขาทิ้งเอาไว้ช่วงปฏิวัติรัฐประหารจำนวนมาก ทำให้การคิดสร้างสรรค์ในการออกนโยบายขับเคลื่อนประเทศสะดุด ติดขัด จุดนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่พวกตนต้องทำในการปรับระบบราชการให้กระชับขึ้น ตอบสนองกับประเทศมากขึ้น เปลี่ยนเป็นรัฐที่้มีหน้าที่บริการประชาชน ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เปิดไปแล้ว เช่น สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน เป็นธีมเอาไว้ใช้ในการปราศรัยหาเสียง เป็นโครงของพรรคเพื่อไทย ด้วยประสบการณ์ของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าศักยภาพ ความสามารถในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม พวกตนมีมากกว่าพรรคการเมืองอื่น และพร้อมทำให้ประสบความสำเร็จได้
●ครั้งนี้จะมีนโยบายเมกะโปรเจ็กต์ เช่นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือแลนด์บริดจ์ อีกหรือไม่
หลายอย่างยังมีอยู่ เช่น เรื่องน้ำทั้งระบบ แลนด์บริดจ์
●ในเชิงยุทธศาสตร์ เราจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่
พรรคการเมืองเลือกได้ก็อยากเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหมด แต่ต้องอยู่บนความเป็นจริง ครั้งที่แล้วเรามีโอกาส โดยกระแส สภาพแวดล้อม เราก็ประกาศว่าเราพยายามที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ก็โดนโจมตีว่าจะเกิดเผด็จการ สุดท้ายวันนี้ พรรคประชาชนประกาศว่าเขาจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ทั้งที่เขาเคยว่าพรรคผม เขาจะขอ 250 คน แต่โดยสภาพความเป็นจริง ทุกคนรู้ว่าโอกาสน้อยมาก โอกาสที่จะมีพรรคหนึ่งพรรคใดที่ครองเสียงเกิน 250 เป็นไปได้ยาก ก็คงจะอยู่ประมาณ 100-200 เต็มที่ พรรคเพื่อไทยเป็นหนึ่งในพรรคขนาดใหญ่ ด้วยการทำงานที่ผ่านมา แฟนคลับเพื่อไทยยังอยู่ แน่นอนมีคนที่อาจจะแกว่ง อาจจะรอหลายอย่าง เช่น รอแคนดิเดต รอนโยบาย ซึ่งถ้าพวกผมตอบโจทย์เขาได้ ทำนโยบายที่เป็นความหวัง ตอบโจทย์กับความต้องการของเขา มีตัวบุคคล ทั้ง ส.ส. แคนดิเดตที่สร้างความเชื่อมั่น เชื่อว่าโอกาสที่เขาจะหวนกลับมายังเพื่อไทย ลงให้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งยังมีอยู่เยอะ มันต้องอยู่พื้นฐาน ที่มันใช้คำว่า realistic อยู่บนพื้นฐานที่เป็นจริง นายสุริยะพูดถึงตัวเลข 200 ยอมรับว่ามันไม่ง่าย แต่ถ้าตั้งเป้ามันต้อง Challenge ท้าทาย เราเชื่อว่าเราสามารถไปได้ถึง เราก็พยายามอย่างเต็มที่ ตอนนี้องคาพยพพรรคทั้งหมดขับเคลื่อนสู่การเลือกตั้งแล้ว ก็เตรียมความพร้อมที่เราจะไปถึงยอดตัวเลขที่เราต้องการ ส่วนตัวเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนบริบททางการเมืองใหม่ พรรค พท.จะได้ 100 ที่นั่งขึ้นไป
●จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯช่วงไหน
ส่วนแคนดิเดตนายกฯจะเปิดไม่เกินกลางเดือนธันวาคม พร้อมกับนโยบายชุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เราอยากให้แคนดิเดตได้สื่อสารกับสังคม
●พรรค พท.วาง Position ตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่จุดไหน
การเมืองไทยมันไม่ได้เป็นเส้นแนวนอนที่คุณจะจัดได้ว่าซ้าย ขวา แล้วก็มีกลางซ้าย กลางขวา อย่างที่จัดกันอยู่ ธรรมชาติของแต่ละพรรคที่อยู่ในการเมืองไทย มีทั้งขวาและซ้ายผสมปนเปกัน จนกระทั่งมั่วมาก ผมมองว่ามันเป็นรูปของวงกลมมากกว่า มีพรรคอนุรักษ์อยู่จุดหนึ่ง มีเพื่อไทยจุดหนึ่ง มีส้มอยู่จุดหนึ่ง แต่ใหญ่ที่สุดคือ 30% ที่ยังไม่ได้มีคนจอง กำลังรอตัดสินใจ เขาอาจจะรอนโยบาย แคนดิเดตนายกฯ ถ้าเอาเรื่องนโยบายเป็นจุดแข็งพวกผมมาโดยตลอด เราเชื่อว่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่แล้วก็นำเสนอให้ประชาชน แต่ถ้าแคนดิเดตเปิดออกมาแล้วมีความใหม่และน่าสนใจ เชื่อว่าจะสามารถไปซื้อใจคนกลุ่มนี้กลับมาได้ ฉะนั้น ผมก็ไม่วาง position ตัวเอง position ของพวกผมคือกระบวนการในการทำเพื่อประชาชน เอาประชาชนเป็นโจทย์ตั้ง
●จะสร้างความมั่นใจอย่างไรว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วนโยบายที่จะทำขึ้นมา จะไม่ถูกขัดขวางเหมือนที่ผ่านมา
เราเรียนรู้จากประสบการณ์ เชื่อว่าเดินหน้าได้ด้วยกระบวนการที่มีอยู่ เราไม่รู้หรอกว่าองคาพยพของกระบวนการ หากเป็นรัฐบาลมันจะเกิดอะไรขึ้น เราเรียนรู้ว่าอะไรคืออุปสรรค ใครคืออุปสรรค
●หากกลับไปเป็นรัฐบาล มีไอเดียอะไรที่จะขยับรัฐราชการเป็นเหมือนอุปสรรคในการขับเคลื่อนนโยบาย
การปฏิรูประบบราชการมันพูดง่าย แต่ในการปฏิบัติจริงเวลาจะทำอะไรและเกิดความเปลี่ยนแปลง จะทำให้เกิดแรงต้าน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อเราเห็นแล้วอย่างแรกเลยคือการออกนโยบายที่ให้รับรู้ถึงข้อจำกัดเพื่อให้ข้อจำกัดนี้สามารถ by pass ได้โดยที่ไม่ต้องไปดำเนินการใดๆ อันนี้เรามีประสบการณ์ พอเห็นช่องบ้าง ส่วนอะไรที่ดูแล้วมีความจำเป็นจะต้องแก้จริงๆ ในเรื่องของการบริหารจัดการก็ต้องมาถกกันอย่างจริงจัง เพื่อเริ่มกระบวนการในการแก้ไขกฎหมาย
คิดว่าโดยตัวของมันเอง ระบบเป็นปัญหา แต่ในความเป็นจริงรัฐไทยถ้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นวิกฤตหนักมาก มันอยู่ที่ศิลปะการจัดการที่จะผลักดันนโยบาย รัฐราชการถ้าดำเนินการได้ดีและถูกโฉลก ก็ทำได้เต็มที่เหมือนกัน แต่ถ้าไปผิดทางเมื่อไหร่ ก็เผชิญกับไปความขัดแย้งหรือการขัดขวางเต็มที่เหมือนกัน เราเห็นมาแล้ว บางทีรัฐมนตรีกับปลัดไปกันไม่ได้ปุ๊บ งานไม่ออกเลย แต่ถ้าเคลียร์กันได้ แล้วไปกันได้ มันก็รู้เรื่องกันระดับหนึ่ง หวังให้มัน 100% ผมว่ายังยาก ฉะนั้นในทางความเป็นจริงอยู่ที่การบริหารจัดการ ส่วนระบบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งก็ต้องคอยว่ากัน

