⦁…เดือนสุดท้ายของปี 2568 มาถึงแล้ว อีกไม่กี่วันจะเข้าสู่บรรยากาศเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ที่ทุกคนควรนึกถึงความสุข แต่ดูเหมือนว่าทุกสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยนัก ด้วยวิกฤตสารพัดด้านซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน
⦁…ในทาง “เศรษฐกิจ” แม้จะได้นักบริหารที่ดูเป็น “มืออาชีพ” ที่ประชาชนโดยเฉพาะคนทำธุรกิจให้การต้อนรับอบอุ่นอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาให้ชื่นชมยินดีและมีความหวัง แต่สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสไปเสียทุกด้าน ทำให้ขยับอะไรไม่ได้มากนัก ยิ่ง “ประธานาธิบดีสหรัฐ” เลิกเล่นบท “พี่ใหญ่-ซุปเปอร์ฮีโร่” ช่วยโลก หันมาโขกสับด้วย “ภาษีนำเข้าแบบหฤโหด” เมื่ออเมริกาเป็น “ตลาดใหญ่ของไทย” เท่ากับซ้ำเติมทุกด้านให้หนักไปอีกในปีที่ผ่านมา
⦁…สำหรับปีหน้า ยังมองไม่เห็นความหวังว่าจะดีขึ้น เมื่อ “สหรัฐ” ผูก “ภาษีการค้า” เข้ากับ “ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา” ที่ทำท่าจะพูดกันไม่รู้เรื่อง ด้วย “สองพ่อ-ลูกเขมร” เล่นเกมพูดอย่างทำอย่าง แต่ประสบความสำเร็จ “สร้างภาพให้กองทัพไทยเป็นผู้บุกรุก” จน โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ชะลอการเจรจาภาษีจนกว่าไทยจะทำตามข้อตกลง” ซึ่งยุ่งยากกันไปใหญ่ เพราะ “ไทยไม่ได้เริ่มละเมิด” เพียงแค่ต้องยืนยัน “รักษาอธิปไตย” จะแก้กันอย่างไร ยากจะหาความชัดเจน
⦁…ปีที่ผ่านมา “การเมืองไร้เสถียรภาพโดยสิ้นเชิง” ความไม่ลงตัวระหว่าง “อำนาจที่มาจากประชาชน” กับ “อำนาจซ้อนรัฐพันลึก” นำพาการบริหารประเทศสู่ “รัฐบาลเป็ดง่อย” คอนโทรลนโยบายสร้างผลงานไม่ได้ ที่มาของ “สมาชิกรัฐสภา” ในฟาก “ส.ว.” ไม่ได้รับการยอมรับ ที่สุดต้องมี “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ที่อยู่ในเงื่อนไขต้อง “ยุบสภา” จัดเลือกตั้ง ปีหน้าอีกเกือบครึ่งปี ต้องให้เวลากับการจัด “ทีมบริหารใหม่” วาระสำคัญของชาติคือ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่น่าจะต้องถกเถียงและสร้างปัญหาความขัดแย้งไปตลอดทั้งปี โดยคาดเดาไม่ได้ว่าจะเสร็จสิ้นหรือไม่
⦁…ปัญหาสังคม “ทุนนิยม” ที่พัฒนาไปในทิศเปิดทางให้ “ธุรกิจอาชญากรรมข้ามชาติ” รุ่งเรืองสร้างรายได้มหาศาลจากการหลอกลวง และค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น “สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์” สร้างความเดือดร้อนรุนแรงต่อประชาชน และทำลายธุรกิจสุจริตในทุกระดับ คุกคามถึงระดับ “ซื้ออำนาจรัฐ” จ่ายสินบนให้ “ข้าราชการและนักการเมือง ระดับบัญชาการ” ทำประเทศให้เป็น “รัฐสีเทา” โดยมี “รัฐมนตรี” ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครือข่ายรับงานนายทุนธุรกิจเถื่อน” ทว่าการจัดการแก้ปัญหากลับไม่มีให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
⦁…ความห่วงกังวลว่า “เลือกตั้งใหญ่” ปีหน้า จะขับเคลื่อนด้วย “ทุนเทาทุ่มเงินสร้างพรรคการเมือง” ใช้วิธี “ซื้อเสียง” ควบคุมผล เพื่อเข้าจัดตั้งรัฐบาล ขณะประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นใน “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจมืด” จนเกิดคำถามว่า “ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร” ในเงาทะมึนของ “อำนาจที่เห็นแก่ประโยชน์ของอาชญากร” แบบนี้
⦁…เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จาก “ภัยพิบัติรุนแรง” อันชัดเจนว่าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จนยากทำความเข้าใจของ “สิ่งแวดล้อมของโลก” จำต้องอาศัย “นักการเมือง” ที่มีความสามารถพอจะเรียนรู้เพื่อตามให้ทันการแปรเปลี่ยนนั้น เข้ามาช่วยเหลือสร้างระบบบริหารที่จัดการได้อย่างรู้เท่าทัน และเสียสละพอที่จะเข้ามากอบกู้ “โครงสร้างอำนาจ” และ “ระบบบริหารที่ล้มเหลว” ให้กลับมามีประสิทธิภาพพอจะรับมือ เป็น “ความหวังให้ประชาชน” ได้







