กกต. ระบุ นักการเมือง-พรรค บริจาคช่วยภัยพิบัติได้ เตรียมออกระเบียบนโยบายหาเสียงใหม่ ย้ำซื้อสิทธิ์-ขายเสียงต้องโทษคนซื้อ-ขายด้วย ยืนยัน รู้หมด ตรวจเอาผิด 100% ไม่มียื้อเวลา
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กดต.) จัดกิจกรรมพบสื่อมวลชน และประชุม “การเตรียมการเลือกตั้ง” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และเผยแพร่ข้อมูลแก่สื่อมวลชนและประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ การดำเนินการสืบสวน สอบสวน และการไต่สวน การมีส่วนร่วมของประชาชน การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง การบริหารงบประมาณและ การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงการเลือกตั้ง อบต. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค.2569 และอยู่ระหว่างการรับสมัครสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีการรับสมัครระหว่างวันที่ 1-5 ธ.ค.68
ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า เรื่องของการบริจาคเงินช่วยผู้ประสบอุทกภัย ก่อนหน้านี้ท่านเลขาธิการกกต.อาจจะพูดสั้นไปหน่อย แต่จริงๆแล้วสามารถบริจาคได้หมดระวังแค่ผู้ที่จะสมัครเท่านั้นเนื่องจาก ระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงมีผลแล้ว เช่น เรื่องการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน รวมถึงเงินเพื่อจูงใจให้ลงคะแนน ย้ำว่านี่ไม่ใช่กฎเหล็กแต่เป็นกฎหมาย ส่วนเรื่องร้องเรียนตอนนี้ยังไม่มีเข้ามา อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาประมาณ 1,700 เรื่อง ปีนี้จึงตั้งเป้าว่าจะมีการร้องเรียนลดลงเหลือราวๆ 1,500 เรื่อง ที่จริงก่อนหน้านี้ที่ร้องเรียนเข้ามานั้นไม่ใช่แค่ การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการเข้าใจผิดว่าทำผิดกฎหมายด้วย ดังนั้นถ้าเราชี้แจงให้ผู้สมัคร และผู้เกี่ยวข้องว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ก็จะช่วยลดเรื่องร้องเรียนลงได้ ซึ่งทุกๆ การเลือกตั้งเมื่อเรามีการชี้แจง ประชาสัมพันธ์แล้วจะมีการร้องเรียนลดลงประมาณ 200-400 เรื่อง แสดงว่ามีความเข้าใจมากขึ้น
ด้าน นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวตอนหนึ่งว่า เหตุใดทุกวันนี้ยังมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่กกต.มีการออกระเบียบหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ แต่ก็ยังมีผู้พยายามฝ่าฝืน หลบเลี่ยง และที่ผ่านมาก็มักมีคำพูดว่า “คนอื่นรู้หมดว่ามีการทำผิด มีการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง แต่กกต.ไม่รู้” ก็ต้องบอกว่า กกต.รู้และดำเนินการโดยเคร่งครัด มีผลการปฏิบัติชัดเจน แต่บางเรื่องจะให้ทันใจไม่ได้ เพราะมีกระบวนการหลายขั้นตอน อีกทั้ง ที่ผ่านมาสังคมมีข้อสงสัยว่า กกต. มีข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงหรือไม่ สื่อมวลชนที่ประจำ กกต. ย่อมรู้ว่า กกต. รู้ว่ามีการซื้อเสียง แต่การดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมาย
“ถ้าไม่มีคนซื้อ จะมีคนขายหรือไม่ ทำไมโทษแต่ กกต. ทำไมไม่โทษตัวเองบ้าง กกต. ตามจับแต่ก็ไม่เป็นข่าว กกต.ทำงานตามกฎหมาย 100 % ไม่มีใครเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงว่าต้องละเว้นการปฏิบัติ หรือประวิงเวลาอะไรทั้งนั้น ซึ่งกกต.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการเป็นมาตรฐานเดียว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ทั้งนี้การเข้าสู่สนามเลือกตั้งต้องรู้ว่าอะไรทำได้ หรืออะไรทำไม่ได้ อย่าพยายามซื้อเสียงทางอ้อม หรือว่าพยายามหาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ไม่แฟร์ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ส่วนพรรคการเมืองสามารถสนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่น และระดับประเทศได้ แต่พรรคการเมืองต้องทำภายใต้กรอบกติกา กฎหมายที่กำหนด ไม่กระทำการเอื้อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือตัวเอง กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ที่ผ่านมา สื่อมวลชนรู้ว่าในการแข่งขันทุกรอบ การเลือกตั้งสส. บางพรรคการเมืองเราไม่ได้ยินข่าวการซื้อเสียง ซึ่งเป็นไปได้และเกิดขึ้นแล้ว แต่บางพรรคการเมืองก็ได้ยินมตลอด จะมีหลักฐานบ้าง ไม่มีหลักฐานก็มี มันถึงเวลาที่พรรคการเมืองที่เป็นบ้านหลังใหญ่ ที่เป็นความหวังของคนไทย จะเดินตามกฎกติกา ซึ่งวันที่ 17 ธ.ค.นี้ กกต.จะจัดประชุมพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมืองให้เข็มไปแข็ง
ทั้งนี้ มาตรา 22 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรานี้ พยายามให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ควบคุมกำกับดูแล ไม่ให้สมาชิก หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทารที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม และหัวหน้าพรรค พรรคการเมืองไปกระทำเสียเอง หรือหลับตาข้างเดียว มันก็จะส่งผล และมีโทษ
“ถ้าจะให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม กรรมการบริหารพรรคเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมหวังว่าวันหนึ่งจะชูนโยบายหาเสียง อย่าพยายามหลบเลี่ยง หรือตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งอยากให้มีพรรคการเมืองแบบนี้มากขึ้น จนวันหนึ่งเราจะไม่พูดถึงการซื้อเสียงอีกเลย จะไม่พูดถึงการกระทำผิดเลือกตั้งเพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งอีกเลย ชูผลงาน ชูนโยบาย การหาเสียงที่ไม่ใส่ร้าย ไม่โจมตีกัน จะเป็นการเลือกตั้งในอุดมคติเลย ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ แต่ถ้าทุกพรรคร่วมมือกันก็ไม่ยาก เมื่อก่อน มีพรรคการเมืองมาปฏิณญาว่าในการเลือกตั้งจะไม่ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หัวหน้าพรรคพากันพร้อมเพรียงกันเลย แต่นี่เราอยากให้เป็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ ไม่ใช่ลงนามอย่างเดียว ซึ่งเราพยายามรณรงค์ทุกวิถีทาง แต่ก็ยังได้ยินข่าวต่อเนื่องว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ดังนั้นฝากพรรคการเมืองว่าอยากให้การเลือกตั้งสุจริต ยุติธรรม ต้องเริ่มจากท่าน”
สำหรับนโยบายการกาเสียงของพรรคการเมือง ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 51 ว่าจะออกนโยบายอะไรต้องคำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ พรรคออกนโยบายโดยไม่คำนึงถึงลูกๆ หรือแขน ขาที่ทำงานในระดับภูมิภาค มีการทำงานใกล้ชิดประชาชน หากออกนโยบายโดยไม่คำนึงถึงตรงนี้ก็อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน มาตรา 57 จึงกำหนดให้ต้องรับฟังตรงนี้ แต่นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงิน กฎหมายระบุชัดว่า ต้องระบุวงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำดำเนินการ ความคุ้มค่า ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ผลกระทบ ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย พรรคต้องทำรายการเหล่านี้ให้กกต. หากยังไม่ครบก่วนกกต.จะส่งคืนให้ไปแก้ไข
“ขณะนี้ สำนักงานกกต.ได้ยกร่างประกาศกกต. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายี่แต่ละพรรคการเมืองใช้หาเสียง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในวันนี้ได้ ต้องรอกกต.มีมติก่อนว่าจะเห็นเป็นอย่างไร ว่านโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองจะใช้หาเสียง พรรคต้องส่งให้กกต.ดู แล้วกกต.จะมีวิธีตรวจสอบ พิจารณาอย่างไร ซึ่งร่างนี้คาดว่าจะเข้าที่ประชุมกกต.เร็วๆ นี้” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร ยังกล่าวเกี่ยวกับการบริจาคเงิน ว่า การบริจาคเงินตามประเพณี หรือมีเหตุอันสมควร ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วย จำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควร และการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ โดยกรณีการให้ในแต่ละโอกาส ตามประเพณี เช่น งานศพ งานบุญ งานขึ้นบ้านใหม่ ทางพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองซึ่งเป็น สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่เกิน 3,000 บาท
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส่วนกรณีเมื่อมีเหตุอันสมควรแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็น สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บริจาคได้ไม่เกินโอกาส 300,000 บาท ส่วนพรรคการเมือง บริจาคได้ในแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000,000 บาท หากบริจาคเกินจากที่กำหนดจะถูกกันยอดในส่วนที่เกินไปนั้นไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเกินไป ทั้งนี้การบริจาคในกรณีภัยพิบัตินี้สามารถบริจาคให้บุคคล หรือองค์กร หน่วยงานใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องบริจาคผ่านหน่วยงานที่กำหนดเท่านั้น
“กกต.ไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ห้าม ดังนั้น น้ำท่วมสส.บริจาคได้เต็มที่เลยภายใต้วงเงินตามที่บอกในแต่ละโอกาส ถือว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พรรคไหน ใครมีศักยภาพเท่าไหร่ก็ไปดูแลประชาชนในพื้นที่ของตัวเองได้ และหากสส.จะบริจาคข้าวสาร หรือสิ่งของสามารถโฆษณาได้ว่าเป็นสส.ในพื้นที่นี้ เป็นพรรคการเมืองนี้ได้ จะติดสติ๊กเกอร์ของบริจาคได้เต็มที่เลย แตกต่างจากท้องถิ่นถ้าอยู่ในห้วง 180 วันก่อนครบวาระ ผู้ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นจะบริจาค จะทำอะไรมันก็สุ่มเสี่ยงมากๆ เลย แต่ถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำได้ตามมาตรา 65 จะบริจาค จะดูแลประชาชนในพื้นที่ปกครองท้องถิ่น จะอนุมัติงบประมาณใหม่สามาถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังด้วย ต้องไม่บอกว่านายกคนนั้น คนนี้ อันนี้อันตราย อาจจะนำมาสู่การผิดกฎหมายได้” นายเกรียงไกร กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบ ป้องกันการบริจาคในอัตราที่เกินจากกฎหมายกำหนดผ่านญาติ หรือนอมินีอย่างไร นายเกรียงไกร กล่าวว่า เดิมตนก็เข้าใจว่าในส่วนของนักการเมือง บริจาคน้ำท่วม 1 เหตุการณ์ได้ไม่เกิน 300,000 บาท แต่ในข้อเท็จจริงคือ 1 คนจะบริจาคกี่ครั้งก็ได้ในเหตุการณ์ภัยพิบัตินั้นๆ แต่การบริจาค 1 ครั้ง จะบริจาคได้ไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้ผู้อื่นไปบริจาคแทน
เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าการบริจาค วันนี้ 300,000 บาท พรุ่งนี้ 300,000 บาท และวันต่อๆ ไป วันละ 300,000 บาท ได้ใช่หรือไม่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า ใช่ ตอนนี้เป็นมติกกต.แล้ว และไม่มีกำหนดว่าบริจาคได้แค่กี่วัน เพราะภัยพิบัติไม่ได้นานเป็นเดือนสองเดือน

