หน้าแรก การเมือง นิกร กางกม.เต...

นิกร กางกม.เตือนครม. ตั้งคำถามประชามติเองไม่ได้ คำวินิจฉัยศาลรธน.ชี้ชัด รัฐสภาต้องริ่เริ่มร้องขอ

3.12.25 | 09:36 น.

‘นิกร’ กางกฎหมาย ชี้ ครม.ไม่อาจตั้งคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญได้เอง เหตุคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจน ว่ารัฐสภาเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้ริเริ่มร้องขอ ครม.ดำเนินการ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายนิกร จำนง ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการเสนอความเห็นว่าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งรัดตั้งคำถามที่ 1 ว่า ประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น ไม่สามารถจะกระทำได้ จำเป็นจะต้องรอให้มีมติจากรัฐสภาก่อน เมื่อรัฐสภามีมติแล้ว ให้ดำเนินการตามมาตรา 9 (1) ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

นายนิกรกล่าวต่อว่า ดังนั้น จำเป็นต้องรอให้รัฐสภาเปิดสมัยประชุมเสียก่อน จึงจะดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาและ ครม.จะต้องร่วมกันพิจารณากันเองว่าจะรอออกมติพร้อมกับคำถามที่ 2 ตอนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 แล้วเสร็จช่วงปลายเดือนนี้หรือไม่อย่างไร

นายนิกรกล่าวด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้ ครม.จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่อรัฐสภาตามมาตรา 256 (1)

นายนิกรกล่าวว่า ครั้งที่ 2 การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาพิจารณาญัตติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกรณีดังกล่าว จนแล้วเสร็จ ซึ่งต้องเป็นการให้ความเห็นชอบแต่ละประเด็นทุกประเด็น ทั้งวิธีการและเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนการดำเนินการต่อไปของรัฐสภา และครั้งที่ 3 ภายหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งอาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวได้ ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการออกเสียงประชามติทุกครั้ง

Advertisement

นายนิกรกล่าวอีกว่า ฉะนั้น จากคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 อาจดำเนินการโดยรัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยเป็นการเสนอญัตติเพื่อดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่าการทำประชามติครั้งที่ 1 หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้ ครม.จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณา

นายนิกรกล่าวด้วยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่โดยเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่กำหนดว่า เมื่อมีกรณีที่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 9 (1) ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าเก้าสิบวันและไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

นายนิกรเผยว่า ทั้งนี้ หากพิจารณาเห็นว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่กรณี อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้วันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่าหกสิบวันและไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

นายนิกรกล่าวต่อว่า ดังนั้น จากวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยกระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 ดำเนินการโดยรัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 โดยเมื่อรัฐสภามีมติแล้วให้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วันและไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา