หน้าแรก การเมือง สีหศักดิ์ ถกป...

สีหศักดิ์ ถกปม ไทย-กัมพูชา UNODA ยันเขมรใช้ทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมขอคำชี้แจงผ่านเลขาฯยูเอ็น

6.12.25 | 06:40 น.

‘สีหศักดิ์’ ถกปม ‘ไทย-กัมพูชา’ UNODA ยันเขมรใช้ทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมขอคำชี้แจงผ่านเลขาฯยูเอ็น

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ สมาพันธรัฐสวิส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยก่อนเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา

นายสีหศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้พบหารือกับ น.ส.แคโรลีน-เมลานี เรกิมบัล หัวหน้าสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ (UNODA) ณ นครเจนีวา หลังจากนั้นได้พบหารือกับ น.ส.อิชิกาวะ โทมิโกะ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ได้พูดคุยว่าประเทศไทยเจอกับเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับทุ่นระเบิด ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 7 ทั้งที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของอนุสัญญาออตตาวา เพื่อขอให้มีการชี้แจง แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชากลับบ่ายเบี่ยงที่จะชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดเหตุการณ์อะไร นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชายังบอกเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ โดยชี้แจงว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ และมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยสงครามครั้งก่อนๆ แต่ไทยมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์แล้ว

“โดยเฉพาะจากเหตุการณ์การเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยครั้งที่ 7 ว่า เกิดจากทุ่นระเบิดใหม่ที่เพิ่งมีการเอามาฝัง ขณะเดียวกัน คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ก็ได้ยืนยันตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้จึงได้
พูดคุยกับหัวหน้าสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ และเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ว่าไทยจะต้องดำเนินการต่อไปภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นไปตามสิทธิของเรา เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางและเป็นอิสระ” นายสีหศักดิ์กล่าว

รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที เพราะหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์จะยิ่งแย่ลง วันนี้จึงได้พูดคุยในรายละเอียดภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ว่ามีช่องทางที่จะดำเนินการอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นก็ต้องพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยว่าจะเดินหน้าไปทางไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนในการกล่าวถ้อยแถลงของตนในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22

Advertisement

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าว “มติชน” รายงานจากนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น น.ส.อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิ right to reply หรือสิทธิในการตอบโต้ข้อกล่าวหาทันที หลังจากที่นายดารา อิน ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา กล่าวระหว่างการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22

เกี่ยวกับกรณีที่ไทยได้ร้องเรียนว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ตามพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาหลายครั้ง โดยอ้างว่าหลักฐานของไทยเป็นหลักฐานฝ่ายเดียว และไม่ยอมให้กัมพูชา หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระ

เข้าถึงพื้นที่ประสบเหตุ และอ้างว่าไทยทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและดินแดน
น.ส.อุศณา กล่าวว่า อนุสัญญาออตตาวามิได้เปิดช่องให้ใช้ทุ่นระเบิดบนดินแดนของรัฐภาคีอื่นได้ ดังปรากฏในบันทึกการเตรียมการร่างอนุสัญญา (Traveaux Preparatoire) ไทยตระหนักดีว่าไม่เคยมีการใช้กลไกตามข้อ 8 ของอนุสัญญาออตตาวามาก่อน และไทยได้ใช้ความอดกลั้นสูงสุดในการไม่ใช้กลไกดังกล่าว อย่างไรก็ดี ไทยจำต้องใช้กลไกดังกล่าว เนื่องจากมีการละเมิดสาระสำคัญของอนุสัญญาฯ ท้าทายบรรทัดฐานทางมนุษยธรรม

ไทยได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อแสดงว่าไทยยังคงไม่พอใจกับคำชี้แจงของกัมพูชา รวมถึงขอคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ใหม่ทั้ง 2 ครั้ง (เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568) ไทยได้ให้ข้อมูลและหลักฐานแวดล้อมเพิ่มเติมที่รวบรวมโดยบุคคลที่ 3 รวมถึงทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยยึดถือ ความเที่ยงธรรม ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของการดำเนินการตามกระบวนการตามอนุสัญญาฯนี้

ทางด้าน นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เข้าพบ นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครนิวยอร์ก เพื่อยื่นหนังสือทางการพร้อมหลักฐาน ขอคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา และชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม และวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ด้วย ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวระบุว่า ไทยจะยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคลผ่านอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อการกระทำและมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกในอนาคต ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการรณรงค์การลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและกำจัด

ทุ่นระเบิด (Campaign on Humanitarian Disarmament and Mine Action) ของเลขาธิการสหประชาชาติ ไทยมุ่งมั่นดำเนินการให้โลกปราศจากทุ่นระเบิด เพื่อคุ้มครองพลเรือนจากอาวุธที่ร้ายแรงและไร้มนุษยธรรมนี้
ไทยจะแก้ปัญหาชายแดนผ่านกลไกทวิภาคีอย่างแข็งขันบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ รวมถึงทางออกทางการทูตเพื่อปกป้องความมั่นคงของมนุษย์และความปลอดภัยของชุมชนตามชายแดน