⦁…เพราะค่านิยมต่างกัน ระหว่าง “อีลีทไทย” ที่เห็นการถ่ายรูปร่วมเฟรม เป็นแค่มารยาทสังคม หรือ “ความสนุกสนาน” จะเห็นว่าในงานเลี้ยงหรืองานพบปะสังสรรค์ทุกงาน หากมีการจัดกลุ่มถ่ายรูป จะพากันแห่ไปเข้าเฟรมเป็นแค่แสดงให้เห็นว่า “อยากมีส่วนร่วม” ไม่ได้ให้ความสลักสำคัญอะไรมากมาย แต่สำหรับ “นักธุรกิจจีน” ที่เข้าทำมาหากินจากแดนไกล ไม่ได้คิดแค่นั้น การมีรูปถ่ายกับ “คนสำคัญมีชื่อเสียง” เป็นเครดิต เอาไปอวดอ้างกับ“นักธุรกิจ หรือคนจีนด้วยกัน” เพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือ แต่วันนี้ที่ “ทุนเทา” ละเอียดอ่อนทางการเมือง ทุกคนที่ร่วมปรากฏในเฟรมภาพ ต้องมีคำตอบที่คนฟัง “รับได้”
⦁…ปรากฏการณ์ เบน สมิธ ที่แทรกตัวเข้าสัมพันธ์ “ชนชั้นสูงในไทย” มายาวนานนับสิบปี และมีอิทธิพลระดับ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า การไม่จัดการ “สัญชาติไทยให้” เป็นเหตุกดดันให้พ้นเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ถึงวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า “ชาวแอฟริกัน สัญชาติเขมร” ผู้นี้ ต้องสงสัยเป็น “ศูนย์กลางการฟอกเงินของอาชญากรรมไซเบอร์” ที่ร่ำรวยมหาศาลจาก “ธุรกิจทุนเทา” ในระดับเลื่องลือว่า เข้ามาซื้อ “อำนาจรัฐไทย” การรับมือคงไม่ใช่แค่ชักแถวกันออกมาปฏิเสธ “ความสนิทสนม” แต่ต้องทบทวน “ความเปราะบางของเครือข่ายคอนเน็กชั่น”
⦁…ในวันที่มีหน้าที่ในอำนาจบริหารประเทศสูงสุด “อนุทิน” ต้องล้างปัญหาและหาทางป้องกันให้ “อิทธิพลของคอนเน็กชั่นอาชญากรรมหมดจากแผ่นดิน”เริ่มต้นด้วยการเปิดมาให้ชัดว่า “ใครต้องการให้สัญชาติไทยกับเบน สมิธ” ถึงขั้น “สั่งปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ไม่ทำตาม” เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าจะแค่พูดลอยๆ แล้วปล่อยผ่านไปเฉย ด้วยจะถูกร้องเรียน เป็น “นายกรัฐมนตรีผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
⦁…เช่นเดียวกัน หากไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เป็น “รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ที่ยอมปล่อยให้กลไกธุรกิจกู้ “วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ” ด้วยการปล่อย “ทุนเทาจากอาชญากรรม” เข้ามาควบคุมอำนาจรัฐ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบต่อการเคลียร์ “ทุนพันลึก” ด้วยการสร้าง “คอนเน็กชั่นโปร่งใส” ให้ประเทศ
⦁…เนื่องจาก “ผลโพลความนิยมทางการเมือง” โดยเฉพาะจาก “นิด้า” ที่เปอร์เซ็นต์ “ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครหรือพรรคไหน” สูงลิ่ว ไม่อันดับ 1 ก็ 2 ในทุกภาค หากเป็นเมื่อก่อนจะถูกตีความ “รอใครจะจ่ายต่อหัวมากกว่า” แต่ชั่วโมงนี้ หลังหายนะของชีวิตคนหาดใหญ่จาก “มหาอุทกภัย” แล้วเกิดบทสรุป “ประสิทธิภาพนักการเมืองไทยไม่พอรับมือวิกฤต” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาโขกสับ “ระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์” กันครึกโครม เชื่อกันว่า “ฐานคะแนนยังไม่ตัดสินใจ” ดูจะพลิกมาเป็นความหวังให้ “คนหรือพรรคที่ทำให้เชื่อมั่นในความรู้ ความสามารถมากกว่า”
⦁…ความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ อันเกิดในจาก “รัฐบาลตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก” นั้น จำเป็นที่ “ฝ่ายค้านต้องอภิปราย” เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ “รัฐบาลต้องเร่งประสิทธิภาพ” มากกว่านี้ แต่เมื่อเห็นอยู่ตำตาว่า “รัฐธรรมนูญแช่แข็งประเทศ” คือต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมือง “อนุทิน” ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ด้วยการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ให้กลับมาเป็นกติกาการอยู่ร่วมกันที่ “เปิดทางและส่งเสริมให้ประเทศพัฒนาได้”
⦁…เละจน “คนไทยไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้กับอะไร” การเป็น “เจ้าภาพซีเกมส์” มหกรรมกีฬาระดับภูมิภาค ที่ก่อนหน้านั้น เราจัดได้ยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก กระทั่งฝันถึงการเป็นเจ้าภาพจัด “โอลิมปิก” มาปีนี้สะท้อนว่า “กระจอกงอกง่อย” ไปทุกด้าน จนต้องได้แต่เดินก้มหน้า “ไม่กล้าสบตาใคร” สะท้อนถึงความตกต่ำไปเสียทุกด้านอย่างแท้จริง ซ้ำแล้วซ้ำอีก







