⦁…ไม่มีใครประเมินได้ “สงครามไทย-กัมพูชา” รอบนี้จะบานปลายไปแค่ไหน ฝ่ายหนึ่งยิง “จรวด” ข้ามพรมแดน ทำลายล้างโดยกำหนดเป้าหมายไม่ได้ อีกฝ่ายโฉบ “เครื่องบินรบ” ทิ้งระเบิดมุ่งที่กองกำลัง ที่ตั้งอาวุธ และเพื่อ “ช่วงชิงดินแดนที่ถูกยึดครองไป” คืนมา “ผู้นำประเทศ-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ” ประชุม วางนโยบาย ออกคำสั่ง “แม่ทัพ-นายกอง” นำสู่การปฏิบัติ “ทหารชั้นผู้น้อย ลูกหลานชาวบ้าน” ปฏิบัติการออกรบ ด้วยจิตใจที่ท่วม “สำนึกรักชาติ-หวงแหนแผ่นดิน” แค่ได้ยิน “หน้าที่เรา รักษาสืบไป” ก็พร้อมยอมตายด้วยภักดี
⦁…แม้จนป่านนี้ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าที่ “ต้องรบกันให้แหลกไปข้าง” ประชาชนต้องสังเวยชีวิต และรับชะตากรรมความเดือดร้อนไปทั่วนั้น อะไรเป็นเหตุให้ “บ้านใกล้เรือนเคียงที่เคยสัมพันธ์ด้วยเอื้ออาทร” ต้องมาแยกจาก “ชักสีหน้าเป็นศัตรู” รู้แต่ว่า “แผ่นดินใคร ชาติใคร ใครก็รัก” ต้องปกปักรักษา แม้ต้อง “เสียเลือด เสียเนื้อ สละชีพ” ก็ยอม เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินเกิด
⦁…สำหรับเรื่องราวของ “เบน สมิธ-ก๊ก อาน-ยิม เลียก และใครต่อใครอีกมากมาย” ที่ประเทศต่างๆ ในโลกมีหลักฐานกล่าวหาว่าเป็น “ทุนเทา” ทำ “ธุรกิจมืด” สร้างความร่ำรวยด้วยเครือข่ายหลอกลวงคนทั้งโลก จะมาสัมพันธ์ “ชนชั้นนำผู้มีอำนาจในไทย” และครอบงำ แจกจ่าย “ผลประโยชน์มหาศาล” ให้ “ผู้นำเขมร” จนทนยอมไม่ได้ที่หากจะถูกไล่ล้าง ด้วยอำนาจรัฐของประเทศที่ประชาชนเดือดร้อน และ “สงคราม” คือสถานการณ์ที่สร้างขึ้น เพื่อเบี่ยงเบน “ความคิดประชาชน” ไม่ให้เอนเอียงไปข้องใจกับ “ความเป็นจริงชุดใหม่”
⦁…ระหว่าง “รักชาติ” กับ “รักชีวิตมนุษย์” ระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกป้องมนุษยธรรม” ระหว่าง “นักการเมือง” กับ “คนทั่วไป” เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และตัดสินใจยากเสมอ ด้วยมองจากมุมที่มีเป้าหมายต่างกัน คนกลุ่มหนึ่งต้องมองไปที่การมี “อารมณ์ร่วมกับกระแสส่วนใหญ่” อีกพวกหนึ่งแค่เลือกที่เห็นว่า “ถูกต้อง” ก็พอแล้ว เพราะเหตุนี้การแสดงจุดยืนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ต่อ “สงครามไทย-เขมร” ล่าสุด แม้ดูไปได้กับ “กระแสส่วนใหญ่” กลับถูกถล่มรุนแรงจาก “คนอีกขั้ว”
⦁…ว่าไป อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก หรือการก้าวพลาด ของ “หัวหน้าเท้ง” ในเส้นทางของ “อนาคตใหม่” มา “ก้าวไกล” จนถึงวันนี้ที่เป็น “พรรคประชาชน” เป้าหมาย “พรรคการเมือง” ย่อมคือ “ครอบครองอำนาจบริหารประเทศ” การบริหารจัดการไม่เพียงต้องให้ชนะการเลือกตั้ง แต่ต้องกลมกลืนกับ “กระแสส่วนใหญ่” อย่างน้อยในระดับที่ไม่ถูกต่อต้านจนอยู่ไม่ได้ และตรงนี้เองจึงเกิดคำถามว่า วันนี้คนถือธงนำพรรคเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะวางความคิดไว้ตรงจุดไหนในสถานการณ์เช่นนี้
⦁…จากการเมืองยุค “ประชาธิปไตย” สู้ “เผด็จการ” มา “เทพ” ปะทะ “มาร” ผ่านสู่ “แดง” ห้ำหั่น “เหลือง” ถึง “เปลี่ยนแปลง” ล้าง “แช่แข็งประเทศ” มาถึงวันนี้ “ขาว” ชำระ “เทา” น่าสนใจยิ่งตรงที่ “รูปภาพเครือข่ายเทา” ที่โผล่มาไม่หยุดหย่อน เขี่ย “นักการเมืองใหญ่-น้อย”ให้กระเด็นไปอยู่ในเขต “เทา” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนเกิดคำถาม ที่สุดจะยังเหลือใครใน “แดนขาว” บ้างหรือไม่
⦁…แต่ที่น่าสนใจมากกว่ากลับเป็น เมื่อ “กติกากำหนดโครงสร้างอำนาจ” ที่เป็นอยู่ชัดเจนว่า มีกลไกที่เอื้อต่อต้าน “นักการเมืองที่ยังเหลืออยู่ในแดนขาว” ดังนั้น “รัฐธรรมนูญ” ที่ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ “นักการเมืองในแดนเทาดำ” พรรคการเมืองส่วนใหญ่ จะแก้ไข หรือเขียนใหม่ เพื่อสร้างปัญหาเพิ่มให้ตัวเองไปทำไม







