เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ศูนย์กฎหมายและนโยบายสุขภาวะ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. และสถาบันสานพลังประชาชน จัดเวทีสาธารณะเนื่องในวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชนสากล “รัฐธรรมนูญ-กระจายอำนาจ-ประชาธิปไตยไทย” ปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างไร เพื่อสร้างรากฐานประชาธิปไตยให้ยั่งยืน
ในตอนหนึ่ง นายนคร มาฉิม กลุ่มขับเคลื่อนสังคมใหม่ อดีตส.ส.พิษณุโลก และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นการรวบอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมหรือฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายประชาธิปไตยถูกริดรอนอำนาจให้อ่อนแอ ทั้งนี้ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 93 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน ไม่มีโอกาสให้ตั้งหลักต่อสู้ เพราะถูกทุกองคาพยพของฝ่ายเผด็จการครอบงำไว้ทั้งหมด ตัวอย่าง พรรคอนาคตใหม่ ได้รับความนิยม ถูกยุบพรรคทิ้ง แต่ตั้งพรรคใหม่ เป็นพรรคก้าวไกล ยังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังถูกยุบพรรคทิ้งอีก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ากระทำการล้มล้างการปกครอง จนกลับมาเป็นพรรคประชาชน ก็ยังได้รับความนิยมเหมือนเดิมจากปัญญาชน คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
“ในอนาคต ผู้มีอำนาจจะไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่านี่คือหัวใจที่จะควบคุมระบบการเมืองไทยให้อยู่ในกรอบที่ต้องการเท่านั้น และสร้างความเข้มแข็งให้ฝ่ายเผด็จการมีอำนาจ ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้ต่อไป ผู้มีอำนาจต้องการอำนาจให้อยู่ในมือและจะใช้ความหวาดกลัวให้กับประชาชนที่มีความเห็นต่างทางด้านการเมือง ผู้มีอำนาจมั่นใจว่าการใช้อำนาจที่รุนแรง ทำให้ประชาชนหมดอำนาจที่จะต่อสู้ เหมือนกับวีรชนหลายๆ ท่าน หลายๆ ยุคสมัยที่เสียชีวิตหรือต้องหนีเข้าป่า บางคนถูกจับเข้าคุก ถูกอุ้มหาย และตามคุกคาม ทั้งในโรงแรมแห่งนี้และถนนราชดำเนิน ทำให้ประชาชนหมดแรงที่จะต่อสู้ โดยการใช้อำนาจแบบนี้หนักขึ้นไปเรื่อยๆ จนประชาชนต้องยอม ซึ่งกฎระเบียบที่สร้างขึ้นมา ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นไปอีก เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติแบบนี้ ยิ่งตอนนี้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการริดรอน ตัดทอน อำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ประชาชนต้องการให้มีการแก้ไข ประกอบกับสภาสูง คือ วุฒิสภา ทุกคนรู้ว่าพรรคอะไรที่ควบคุมอำนาจอยู่ สุดท้ายกระบวนการต่อสู้ ทำให้นึกถึงนักรบคนหนึ่งในสมัยสามก๊ก คือ โจโฉ ถ้าเกมไหนไม่ยุติธรรมอย่าไปเล่นตามเกมนั้น” นายนครกล่าว

นายนคร กล่าวต่อไปว่า กระบวนการต่อสู้ในสภาอาจจะหวังไม่ได้ แต่ตนหวังว่าเครือข่าย โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา องค์กรคณาจารย์ องค์กรสื่อ รบกวนประสานกับเครือข่ายต่อสู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย ให้นำไปสู่วิถีประชาธิปไตย เพราะว่าในอนาคตขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จะเติบใหญ่ เข้มแข็ง และมีอำนาจในการต่อรองกับอำนาจรัฐ นี่พลังของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐที่ยึดถือแต่อำนาจตัวเอง ให้ไปถึงประชาชนได้ ขอฝากความหวังไว้กับทุกท่าน วันหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงเพื่อลูก เพื่อหลานได้อย่างแท้จริง

