เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงศูนย์กฎหมายและนโยบายสุขภาวะคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ครป. และสถาบันสานพลังประชาชน จัดเวทีเสวนาสาธารณะเนื่องในวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชนสากล หัวข้อ ‘รัฐธรรมนูญ-กระจายอำนาจ-ประชาธิปไตยไทย’
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า วันนี้ตนจะพูด 3 เรื่องใหญ่ เป็นการขยายเติมเต็มในส่วนของเรื่องรัฐธรรมนูญ ตัวปัญหาโครงสร้างทางการเมือง และข้อเสนอการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น
“วันรัฐธรรมนูญคือวันที่รัฐธรรมนูญไทยชำรุด เราอยู่กันในวัฏจักรแบบนี้มา 93 ปี รัฐธรรมนูญมีบทสรุปอะไรกับเราบ้าง ผมสรุปง่ายๆ 93 ปี ทัศนคติของผมกับรัฐธรรมนูญ เรายังตกลงกันไม่ได้ ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร? เราจะปกครองกันอย่างไร? พอเราตกลงกันไม่ได้ ไม่มีข้อสรุป เลยมีการยื้อแย่งกันระหว่างพลังอำนาจต่างๆในสังคมที่จะเอากติกานี้ เพื่อที่จะให้กลุ่มของตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งแน่นอนพอกลุ่มนี้ได้ประโยชน์กติกาแบบนี้ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ประโยชน์ ก็จะหาวิธีการล้มรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญ กระบวนการแบบนี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยมา 93 ปี ฉีกกันไปกันมา ในขณะที่เจ้าของประเทศกลับไม่ได้มีส่วนแบ่งอะไรเลยจากกติกานี้
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราจะต้องมองในเชิงการวิพากษ์ด้วย คือ ตอนนี้จะแก้รัฐธรรมนูญ เราเห็นข้อจำกัดรัฐธรรมนูญมากมาย ถ้าเราไม่วิพากษ์ว่ากติกาหรือว่าสถาบันทางการเมืองยึดโยงอะไรกับประชาชนบ้าง เราจะไม่เห็นปัญหามัน ทุกครั้งทุกคนไม่พอใจการรัฐประหารเพราะเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทำลายกติกา แต่ชาวบ้านจำนวนมากรู้สึกว่าไม่มีความรู้สึกเดือดร้อนกับการปฏิวัติรัฐประหารแสดงว่ากติกาแบบนี้ยังไม่กินไปถึงความรู้สึกของประชาชนเพราะเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ แตกต่างจากเรื่องโฉนด ประชาชนในท้องถิ่นเขารู้เลยว่าโฉนดคือสิ่งที่บอกหลักประกันอะไรบางอย่างในสิทธิประโยชน์ของเขา ใครยืมก็ไม่ให้ ใครขอก็ไม่ให้ พอเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญไม่มีความหมายเลย” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อไปว่า ตนชอบแซวเสมอว่ารัฐธรรมนูญไทย เมื่อเปรียบกับกระดาษชำระในห้องน้ำรัฐธรรมนูญไทยมีค่าน้อยกว่ากระดาษชำระในห้องน้ำ ที่เป็นหลักประกันว่าก้นเราจะสะอาด แต่รัฐธรรมนูญไม่มีหลักประกันอะไรเลยสำหรับประชาชนแต่มันมีความหมายมากกับหมู่ชนชั้นนำในสังคม เพราะเป็นตัวบัญญัติว่า ฉันจะเข้าสู่อำนาจได้อย่างไร? ฉันจะเข้าไปอยู่ในอำนาจได้ยาวนานแค่ไหน? และฉันจะใช้กติกานี้ปกป้องประโยชน์ของกลุ่มฉันอย่างไรบ้าง? อย่างเช่นเราเห็นท่าทีของสว. เขาบอกว่าคุณแก้ แก้ได้ แต่ต้องแก้ว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าห้ามไปแตะอำนาจของ สว. ต้องเขียนไว้ว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญใหม่ สว. ต้องมีโอกาสกลับมาลงฉบับ ส.ส. ไม่มีใครพูดถึงว่าประชาชนอยู่อย่างไร
“คุณจะใช้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง รัฐธรรมนูญเรา ผมมองว่าตอนนี้ว่าเป็นการยื้อแย่ง ระหว่างเครือข่ายอำนาจชนชั้นนำในสังคมกับสภาวะไม่อยากให้เปลี่ยน เพราะเขาเจอประสบการณ์เมื่อปี 40 มาแล้ว รัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้ชนชั้นนำ ณ เวลานั้นสูญเสียอำนาจ เพราะหลังปี 40 ทำให้เกิดกระบวนการการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นทำให้พลังอำนาจภาคราชการสูญหายออกจากกติการัฐธรรมนูญ อำนาจเก่าหมดพลังไปจากรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดกลุ่มพลังใหม่มาจากกลไกการเลือกตั้ง เขาใช้เวลา 20 ปีกับการรัฐประหาร 2 รอบ เพื่อได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 60 รัฐธรรมปี 60 คือการฟื้นอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม ถ้ามองในลักษณะนี้การแก้รัฐธรรมนูญ ปี 60 จึงยากมาก เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญที่ตกผลึกแล้ว ทำให้เขาเห็นว่าเขาสามารถที่จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งและฝังรูปฝังรอยไว้ในโครงสร้างอำนาจนี้อย่างลงตัวผ่านรัฐธรรมนูญและวุฒิสมาชิกในการรักษาอำนาจ
ผมว่าประสบการณ์ 20 ปีของเขา รู้แล้วว่าการกลับไปแบบปี 40 นั้น เป็นสิ่งที่เขากังวลใจมาก นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าตอนนี้อยู่ในภาวะเกมแบบนี้ด้วย” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญของเราเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีอุดมการณ์ชี้นำเลยว่าประเทศไทยของเราจะปกครองกันอย่างไรเหมือนกับเรือที่ไร้หางเสือนำทิศทาง มันก็ลอยเคว้งในทะเล ขึ้นอยู่กับพลังและลมจะพัดพาไปทางไหน
ลมส้มพัดพาไปข้างหนึ่ง ลมแดงพัดพาไปข้างหนึ่ง ลมน้ำเงินพัดพาคืนกลับมา สังคมที่ไร้อุดมการณ์ รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างส่วนบนที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตของประชาชนเลย โครงสร้างส่วนบนที่เป็นกติกาที่ไม่สอดคล้องกับประชาชน ประชาชนเลยคิดว่าไม่มีความสำคัญอะไรเลย เพราะไม่มีหลักประกัน สภาวะที่ทุกคนจะต้องดิ้นรนเอาตัวรอด เอาตัวรอดจากสแกมเมอร์ เอาตัวรอดจากพนันออนไลน์ เอารอดจากสายมู นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเกิด สภาวะสิ้นหวังที่หนักขึ้นเรื่อยๆ
“จริงๆแล้วรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคมน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจได้ ว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในประเทศนี้ ภายใต้กติกาแบบนี้ ร่างไปร่างมาจนรัฐธรรมนูญกลายเป็นคำภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ หนาเหมือนกับพระไตรปิฎก อ่านกันเองตีความกันเองเพราะอ่านยังไงก็ไม่รู้เรื่องมันกลายเป็นภาษานิติศาสตร์ที่กันคนจำนวนมากออกจากการรับรู้และทำให้คนที่สนใจในเรื่องนี้หรือเป็นนักนิติศาสตร์ส่วนน้อยที่เป็นผู้อธิบาย ตีความ คำภีร์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ทั้งที่รัฐธรรมนูญจะเป็นภาษาสังคมศาสตร์ทั่วไปให้คนอ่านแล้วเข้าใจว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในประเทศนี้ แล้วไปทำกฎหมายย่อเอาในแต่ละส่วนเพื่อให้ทุกคนได้รู้กลไกกติกา อันนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาในเชิงรัฐธรรมนูญถ้าเราจะเดินต่อต้องวิพากษ์ให้เห็นปัญหาและจุดอ่อนอย่างแท้จริงของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่จะแก้เพียงรายมาตรา สร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ทำความเข้าใจว่าปัญหาที่ล้มเหลวคืออะไร
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาธิปไตยทุกวันนี้เป็น ‘ประชาธิปไตยสแกมเมอร์’ เป็นระบบการเมืองที่น่ากลัวมาก
“ระบบการเมืองเมื่อก่อน แค่กินหัวคิวหักเปอร์เซ็น กินหิน ดิน ทราย ปูน อันนั้น อบต. แล้ว ซึ่ง อบต. ตอนนี้ไปไกลมากกว่านั้นแล้วยุคหนึ่งกลายเป็นธุรกิจการเมืองผลประโยชน์ทับซ้อน แต่วันนี้ที่น่ากลัวก็คือการเป็นระบบการเมืองที่กระบวนการสแกมเมอร์สามารถครองอำนาจได้สมบูรณ์ โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยถูกกระบวนการสแกมเมอร์เข้าไปคุมอำนาจไว้หมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่เห็นอยู่แล้วที่เครือข่ายผู้นำไทยกับสแกมเมอร์มีความสัมพันธ์กันในเชิงไม่ใช่แค่คู่หุ้นส่วนทางธุรกิจแต่กลายเป็นความสัมพันธ์แบบระบบเครือญาติผ่านกลไกการแต่งงาน ผ่านสถาบันการศึกษาชั้นนำในสังคม เข้าไปอยู่ในตลาดทุน เขาไปอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ ทุนส่วนหนึ่งที่เป็นทุนเทา ทุนดำ กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งไม่กล้าพูดถึงสแกมเมอร์ มีรัฐมนตรีบางคนบอกว่าเรื่องอื่นสำคัญกว่า” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า นี่คือความอันตรายของโครงสร้างทางการเมืองไทยที่แปรรูปเปลี่ยนร่างไปสู่ธุรกิจการเมืองแบบเดิมเข้าสู่ในระบบการเมืองแบบใหม่ที่สแกมเมอร์สามารถยึดครองกลไกของนักการเมืองสมบูรณ์แบบ
“ผมฟันธงเลยว่า สงครามกัมพูชารอบนี้มาจากสแกมเมอร์ เครือข่ายเหล่านี้ไม่พอใจที่รัฐบาลหรือคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ยึดทรัพย์หรือว่าอายัดทรัพย์ 1 หมื่นล้าน เพราะกลัวว่าจะถูกยึดต่ออีกจึงต้องเปิดสงคราม เพราะฉะนั้นจะต้องทำกติกาที่เป็นนามธรรมยึดโยงกับภาคปฏิบัติในความสัมพันธ์กับทางอำนาจที่เป็นจริง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว และว่า ตนอยากให้ยึดความถูกต้อง เสมอภาค ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะมีความแตกต่างในแง่ของประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ อัตลักษณ์ ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม เพราะประเทศไทยจะต้องทำให้เสมอภาคภายใต้หลักภราดรภาพและความหลากหลาย ซึ่งความหลากหลายจะทำให้เปิดโอกาสให้พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม สามารถยกระดับไปสู่การปกครองรูปแบบอื่นๆ ภายใต้รัฐไทย กลไกที่มีความสำคัญการเข้าสู่อำนาจยกระดับ ไม่ใช่แค่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องคิดถึงประชาธิปไตยของประชาชนที่เรียกว่า ‘กลไกประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม’ ให้สร้างกลไกการปกครองท้องถิ่นที่มาจากประชาธิปไตย และต้องสร้างสภาพลเมืองของประชาชน ต้องสร้างกลไกการกำกับระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น

