ศ.ดร.บรรเจิด ลั่น รอ รธน. ไม่ไหว ปลุกท้องถิ่นสร้างอำนาจต่อรอง ชี้ บทเรียนภัยพิบัติทุกรอบไม่ต่าง การช่วยเหลือกระจุกศูนย์กลาง ยก 3 ลักษณะสำคัญ ประชาธิปไตยไทย ‘นายพล นายทุน’ เป็นหลัก มากกว่ายึดโยงอุดมการณ์ประชาชน
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 09.30-15.30 น. ที่ ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ศูนย์กฎหมายและนโยบายสุขภาวะ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และสถาบันสานพลังประชาชน จัดเวทีสาธารณะเนื่องในวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชนสากล “รัฐธรรมนูญ–กระจายอำนาจ–ประชาธิปไตยไทย” ร่วมอภิปราย “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างไร เพื่อสร้างรากฐานประชาธิปไตยให้ยั่งยืน” เพื่อเปิดพื้นที่หารือทิศทางประชาธิปไตยและโครงสร้างอำนาจของประเทศ โดยมีนักวิชาการและนักการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น
ในตอนหนึ่ง ระหว่างการเปิดเสวนา ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง (ASA) กล่าวว่า วันรัฐธรรมนูญควรเป็นวันที่สังคมเห็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตยมากกว่าการย้อนกลับมาถอดบทเรียนซ้ำๆ อีก 7 ปี จะครบ 100 ปี ประชาธิปไตยไทย ความจริงหน้าเวทีจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่ พวกตนน่าจะต้องปลดระวาง แต่ยังปลดไม่ได้
“ถ้ามองประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ในทางรัฐธรรมนูญลงตัวหมดแล้ว แต่ของไทยยังไม่ลงตัว เกือบจะครบ 1 ศตวรรษแล้วของการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นคงเป็นประเด็นว่า ทำอย่างไรให้การถอดบทเรียนครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการถอดแล้วกองไว้ จะขับเคลื่อนอย่างไรในการที่จะทำให้โครงสร้างทางการเมืองเป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงประชาชนและมีวัตถุประสงค์ที่จะตอบโจทย์ ผมคิดว่าบทเรียนวันนี้คงเป็นบทเรียนที่จะถูกเอาไปขับเคลื่อนจริง ในการทำให้สังคมไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว
ศ.ดร.บรรเจิด ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ในภาคใต้ ว่าชุมชนมุสลิมมีความเข้มแข็งมากจนเห็นได้ชัดว่า ชุมชนเข้มแข็งคือฐานสำคัญของประชาธิปไตย
“ประชาธิปไตยไทยในระดับบนที่ดำเนินมา กว่า 93 ปี ยังไม่สามารถสร้างเสาเข็มให้ประชาชนร่วมกำหนดนโยบายได้ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าสร้าง ประชาธิปไตยฐานรากควบคู่ไปกับประชาธิปไตยฐานบน ไม่สามารถรอการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวได้ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยฐานรากกับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่า ถ้าการขับเคลื่อนยังเป็นกระบวนการไปแบบนี้ ประชาธิปไตยฐานรากจะมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาธิปไตยฐานบนของไทยมีความเข้มแข็ง” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว

จากนั้น ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวถึงภาพรวมของประชาธิปไตยไทยว่ามี 3 ลักษณะสำคัญ คือ
- เป็น ‘ประชาธิปไตยเทียม’ เพราะเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนำ ไม่ได้มาจากฐานราก
- เป็น ‘ประชาธิปไตยแบบตัวแทน’ ทำให้ประชาชนอ่อนแอลง เมื่อการเมืองส่วนกลางแย่งพื้นที่ของภาคประชาชน
- เป็น ‘ประชาธิปไตยไทยผ่านระบบพรรคการเมือง’ มีนายพลกับนายทุนเป็นหลัก มากกว่าจะยึดโยงกับอุดมการณ์หรือประชาชน
ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อไปว่า โครงสร้างรวมศูนย์ทางการเมืองยังเป็นต้นตอของวิกฤติหลายด้าน ทั้งการจัดการภัยพิบัติ การเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง ปัญหาสแกมเมอร์ และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ โดยสะท้อนจากการลงพื้นที่ภาคใต้ที่พบว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่มีประสิทธิภาพ
“นับจากนี้ไปวิกฤตในประเทศไทยไม่มีภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งที่จะจัดการปัญหาได้ เห็นเลยที่ภาคใต้ ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาวิกฤตินั้นอย่าคิดว่าภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งจะสามารถจัดการปัญหาได้ ชุมชนเข้มแข็งเป็นพื้นฐานสำคัญในเรื่องของการจัดการแผน การบริหารแผน การแก้ไขเยียวยาต่างๆ ทุกช่วงเวลา ชุมชนต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ จึงต้องเรียกร้องการบริหารจัดการแนวใหม่ ไม่ใช่การบริหารจัดการที่ภาครัฐเท่านั้นที่จะเป็นหลัก ผมคิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้รวมไปถึงกรณีของท้องถิ่น เพราะภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น เป็นภาวะที่ต้องการความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นภาคีพิบาลท้องถิ่น คือ กลไกในการบริหารจัดการที่ภาคประชาสัมคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ ต้องเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการที่จะพัฒนาในพื้นที่ท้องถิ่น สิ่งที่ต้องการ คือ ต้องการมีแผน ในพื้นที่แต่ละพื้นที่ต้องมีการกำหนดว่าอะไรคือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น และต้องมีแผนในการบริหารจัดการ การดำเนินการ
ลองย้อนกลับไปดูการถอดบทเรียนภัยพิบัติทุกครั้งเกิดปัญหาเหมือนเดิมหมด เช่น การช่วยเหลือไปกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ ต้องการ การวางแผนร่วมกัน จากภาคส่วนต่างๆ ทศวรรษหลังจากนี้ไป จะต้องเป็นทศวรรษของหุ้นส่วนการพัฒนา” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว
ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐธรรมนูญแน่นอนว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ในนาทีนี้เรารอรัฐธรรมนูญไม่ไหว ในพื้นที่เราต้องขับเคลื่อน สร้างพลังของชุมชนท้องถิ่น หลายส่วนที่เราขับเคลื่อนกำลังสร้างพลังอำนาจต่อรองในเชิงพื้นที่ให้เกิดขึ้น และถ้าพลังอำนาจต่อรองนั้นมีศักยภาพพอ ก็จะนำไปสู่การขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ สัญญาณในวันนี้ถ้าชนชั้นนำไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง บางประการ เราอาจจะเผชิญปัญหาที่ใหญ่กว่า และประเด็นปัญหาที่ใหญ่กว่ารอคอยอยู่ข้างหน้า

