หน้าแรก การเมือง โภคิน ยกโมเดล...

โภคิน ยกโมเดลจีนกลับมายิ่งใหญ่ 93 ปี ปชต.ไทย รธน. เป็น ‘ของเล่น’ 4 ปีครึ่ง 1 ฉบับ

10.12.25 | 19:05 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงแรมรอแยล (รัตนโกสินทร์) กรุงเทพฯ เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงศูนย์กฎหมาย และนโยบายสุขภาวะ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อนประชาธิปไตย (ครป.)และสถาบันสานพลังประชาชน จัดเวทีสาธารณะเนื่องในวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชนสากล ‘รัฐธรรมนูญ-กระจายอำนาจ-ประชาธิปไตยไทย’ นำอภิปรายโดย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง (ASA), รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา, รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, นายนคร มาฉิม กลุ่มขับเคลื่อนสังคมใหม่, ดำเนินรายการโดย นายเมธา มาสขาว

โดยหัวข้อในการอภิปรายคือ ‘ปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างไร เพื่อสร้างรากฐานประชาธิปไตยให้ยั่งยืน’ 

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องประชาธิปไตย หลายสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่ตนเรียนจบกลับมา ทั้งเวทีใหญ่ เวทีเล็ก ตนได้วิเคราะห์และมองถึงปัญหามาโดยตลอด แม้แต่เรื่องการกระจายอำนาจ วันนี้ที่กระจายลงไปไม่ใช่กระจายการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่มันกระจายรวมศูนย์อำนาจแบบส่วนกลางไปสู่พื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นการทุจริต คอร์รัปชันการซื้อเสียงขายเสียงจึงกระจายไปทั่วแผ่นดิน นี่คือสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

“ผมช่วยคุณหญิงหน่อยอยู่  (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) เขาอยากจะดูว่า ถ้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะต้องไปบริหารประเทศเขาต้องบอกอะไรบ้าง และทำได้จริงแบบไหนอย่างไร เพราะที่ผ่านมามันเป็นวาทกรรมเกือบหมด และไม่รับผิดชอบ อย่างครั้งที่แล้วหาเสียงไปอย่างงั้น แต่ทำอีกอย่าง ผมไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ เพราะนักการเมืองมันต้องไม่กะล่อน มันต้องตรงไปตรงมาที่สุด” รศ.ดร.โภคิน กล่าว

 

Advertisement

รศ.ดร.โภคิน กล่าวต่อไปว่า 93 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยไทยตกผลึกเป็นอะไร ทั้งในแง่การเมือง และเศรษฐกิจ เราวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารและการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญไม่ต้องไปนับ เฉลี่ยแล้วเกือบ 4.5ปี ต่อ 1 ฉบับ รวมๆออกไป ก็คือเป็นของเล่น ไม่มีความต่อเนื่อง

รศ.ดร.โภคิน เล่าต่อไปว่า ตนเพิ่งกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน สิ่งที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จในวันนี้คือหนึ่ง Leadership ที่มั่นคง

“ประเทศไทยเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ จีนก็เป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ ถึงคอร์รัปชั่นกันแบบมโหฬาร แต่มันต่อสู้กันในพรรค พรรคอื่นคือคุณไม่ต้องไปแคร์เพราะมันแทบไม่มีความหมาย แต่ที่สำคัญคือเขาจะปลุกผู้คนของเขาให้ลุกขึ้นมาและเดินตามเขา ผมก็ดูว่าทำไมสี จิ้นผิง (ประธานาธิบดีจีน) จึงแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นได้ตลอดชีพ ความจริงความคิดแบบนี้ในอเมริกาก็เคยเกิดขึ้น หลังสงครามเวียดนาม อเมริกาพ่ายแพ้ได้เรแกนมาเป็นประธานาธิบดี 2 สมัย ถ้าเรแกนไม่ได้เป็นสมัยที่ 3 อเมริกาต้องล่มสลายแน่ วิวาทะอันสำคัญคือถ้า เรแกนตายพรุ่งนี้จะต่อให้ใคร ก็เลยไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่อให้เป็นสมัยที่ 3

แต่สิ่งที่อเมริกามีอันหนึ่งที่คนอื่นไม่มี คือเป็นประเทศที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ สองร้อยกว่าปีแต่ทำไมทุกคนไม่ว่าผิวสีอะไร ชนชาติอะไร ทำไมเขาภูมิใจในอเมริกัน เพราะแผ่นดินนั้นให้โอกาสให้ชีวิต ให้ครอบครัวใหม่กับเขา ที่เขาหนี ทุกข์ร้อนมาทั้งหมด เขาจึงรักแผ่นดินนั้น สิ่งนี้มันสำคัญ เพราะว่าแผ่นดินไหนที่เขาไม่ได้ให้เสรีกับคุณ คุณจะอึดอัดกับมัน งั้นเราต้องสร้างแผ่นดินที่ทุกคนมีความรู้สึกแบบนี้” รศ.ดร.โภคิน เล่า

จากนั้น รศ.ดร.โภคิน อธิบายว่า จีนเป็นประเทศที่พัฒนามาเต็มที่ เป็นโรงงานของโลก ผลิตทุกอย่าง มีล้มเหลว มีเจ๊ง แต่มีเอกภาพในการเดินไปข้างหน้าในทิศทางที่มองไป ถ้าผิดพลาด ก็ปรับปรุงแก้ไข

“สี จิ้นผิงที่บอกประชาชนว่าวันนี้จีนต้องกลับไปเป็นจีนที่มีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นเราคนจีนต้องเดินเส้นทางนี้ด้วยกัน แต่ถามว่าเส้นทางของสี จิ้นผิงคืออะไร สีจิ้นผิงบอกว่า เราต้องร่วมกับประชาคมโลกสร้างประชาคมที่เราแบ่งปันอนาคตด้วยกัน พูดง่ายๆทุกข์สุขด้วยกัน

เห็นง่ายๆจากตอนโควิด เขาลำบากจะตาย แต่ก็ส่งทีมแพทย์ส่งยาไปช่วยในยุโรป ซึ่งความไม่พร้อมสูง พูดง่ายๆ แม้ว่าฉันทุกเธอทุกข์ ฉันจะแบ่งปัน ตอนพูดคุณจะพูดอะไรก็ได้ แต่ตอนเกิดเหตุคุณทำอย่างนั้นหรือไม่ สิ่งนี้เขาพยายามทำ พยายามพิสูจน์ เพราะฉะนั้น จีนไม่ได้ต้องการสงคราม แค่ดูแลคน 1,400ล้านให้อิ่มมันก็เหนื่อย แต่แน่นอนเขาเคยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ถูกขยี้ ขยำถูกยึดครอง นี่คือสิ่งที่โลกทุนนิยม ตะวันตกทำ คือฉันรวยบนความทุกข์ยากของคนอื่น ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องแก้ไข” รศ.ดร.โภคิน กล่าว

รศ.ดร.โภคิน กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนต้องการชี้ให้เห็นคือ ประเทศไทยก็เป็นแบบเดียวกัน แม้ว่ามันไม่มีอะไรดีที่สุด แต่ต้องเริ่มวิถีทางที่คน คนหนึ่งอยู่ในแผ่นดินหนึ่งและเขาภูมิใจ เขารู้สึกว่าแผ่นดินนี้เขาหวังมันได้ เหมือนกับที่คนจีนอยากให้จีนกลับมารุ่งเรืองกลับมายิ่งใหญ่ ทุกคนเป็นพลังในการขับเคลื่อนทั้งหมด แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ก็เดินต่อเพียง40-50ปี พลิกจากประเทศที่ลำบากยากจน เป็นประเทศที่ GDP อันดับ2ของโลกและยังเดินต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็อาจจะกลายเป็นอันดับหนึ่ง

“ผมต้องการที่จะบอกว่า ประเทศไทย 93ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้น คือมันเกิดสังคมที่ผมเรียกว่า สังคมที่เป็นระบบอำนาจนิยมแบบอุปถัมภ์จริงๆแม้มีเลือกตั้งมีพรรคการเมืองไม่ใช่ว่ามันไม่ใช่อำนาจนิยม มันคืออำนาจนิยม เพราะระบบราชการทั้งหมด มันเป็นระบบที่ผูกขาดอำนาจ นักการเมืองมาก็เป็นทาส

ผมเห็นเพื่อนที่อยู่ในรัฐบาลมาหลายรอบ เป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ พอเจอข้าราชการก็จ๋อยหมด มันมีเหตุผลตรงนั้นตรงนี้ กฎหมายอย่างงั้นอย่างงี้ สุดท้ายทำครึ่งๆกลางๆหรือไม่ก็ไม่กล้าทำ ก็เลยวุ่นวายกับเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ได้ลงมาทำอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น” รศ.ดร.โภคิน กล่าว

 

รศ.ดร.โภคิน กล่าวต่อไปว่า ประเทศมองภาพว่า คนคือศูนย์กลาง ต้องสร้างความสุขให้คน ลดความเหลื่อมล้ำ แต่วันนี้คุณเห็นอะไร คือไม่มีอะไรลดเลย เห็นแต่ความเหลื่อมล้ำเห็นแต่ความเลวร้ายทั้งหมด เพราะพื้นฐานมันเป็นอำนาจนิยมอุปถัมภ์ ถ้าคุณแก้มายเซ็ตของพี่น้องประชาชนตรงนี้ไม่ได้มันก็กลับไปกลับมา

“วันนี้มาดูมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง คน 30% ไม่รู้จะเลือกใคร มันเป็นตัวเลขที่น่าสนใจตรงที่ว่า มันห่วยด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น คุณต้องเสนอสิ่งที่มันทำได้ เสนอสิ่งที่มันทัชผู้คนว่าเราออกจากลูปนี้ด้วย เราจะต้องหาวิธีการเปลี่ยนแปลง ปลุกพี่น้องประชาชนขึ้นมา พวกท่าน 1เสียง เท่ากับ เทียน1 เล่ม ถ้ามันจุดทั้งแผ่นดิน มันก็จะไล่ความมืดมิดไปได้ ไม่ว่าใครจะแจกเงิน เราจะต้องเลือกพรรคที่ดีที่สุด การซื้อเสียงมันเลวร้าย ผมเห็นส.ส.หลายคนขายที่ขายบ้าน หมดตัว ตัดมาก็มีนายทุนช่วย วันนี้นายทุนกลายเป็นสแกมเมอร์ที่หากินกับประชาชน หากลโกงทั้งหลายแล้วเอาเงินที่หากินกับประชาชนมาซื้อประชาชน

“คนจนผมเห็นแล้วก็สงสาร คือ 1. เสพยา 2. เล่นพนันทั้งออนไลน์ ออฟไลน์เผื่อฟลุค 3. ค้ามนุษย์ มันเหลือสุดท้ายคือตัวเองจึงต้องขายแล้ว นี่คือภาวะคนจน กินเหล้า เมายา สารพัด ถ้าเราทำให้เขาไม่จน คนจะไม่ใฝ่ไปทางนั้น ดังนั้นเราต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้คนทุกรุ่นเดินไปแล้ว เดินร่วมกันอย่างมีความสุข ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ประเทศนี้สุดยอด” รศ.ดร.โภคิน ทิ้งท้าย