ชลน่าน ลั่น ถ้าฮั้ว จะโหวตคว่ำวาระ 3 หวั่น ‘รธน.กินรวบ’ แว่วข่าวลือ ‘ผ่านแน่’ แต่รับได้ไหม?
เผยกลเม็ด ทำนายสูตรถ้าเกิดขึ้นจริง ’ประเทศเลวร้ายมาก‘ เอื้อทุนเทา
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า จัดงาน “วันรัฐธรรมนูญ 2568 – รัฐธรรมนูญของประชาชน” โดยไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ นิทรรศการวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม อาทิ การทำโพลสำรวจความคิดเห็น ‘กล่องรับฟังความคิดเห็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม’ รวมไปถึง ‘กิจกรรมเยี่ยมชมเครื่องยอด และห้องประชุมรัฐสภา’ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบสระมรกต ยังเต็มไปด้วยบูธจำหน่ายสินค้า OTOP จาก 77 จังหวัด ตลอดจนเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย
เวลา 14.10 น. ที่ห้องประชุมชั้น B2 มีการเสวนาในหัวข้อ “รัฐสภาชุดปัจจุบันกับการแก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมบูญฉบับใหม่” โดย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย, นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.พรรคประชาชน, นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม ผู้แทนจากสถาบันพระปกเกล้า ดำเนินรายการ โดย ผศ.ดร. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อถามถึงจุดยืนพรรคเพื่อไทย แก้ไขรายมาตรา หรือร่างใหม่ทั้งฉบับ ?
นพ.ชลน่านกล่าวว่า แสดงเจตนารมณ์นี้มาตลอดตั้งแต่เป็น สมาชิกสภาผู้แทน ชุดที่ 25 รวมถึงตั้งแต่ปี 2562 เราพยายามขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพื่อใหิมีการจัดทำฉบับใหม่ ดังนั้น คำตอบอยู่ในตัวแล้วว่า เราต้องการฉบับใหม่ที่เป็น ‘ฉบับของประชาชน’ โดยพรรคเพื่อไทยมองว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ ไม่ใช่ของประชาชน เนื่องจาก
1.ที่มา ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเขียน มีกรรมการร่าง 21 คน ที่ตั้งโดย คสช. มาเขียนรัฐธรรมนูญ 60 ขึ้นมาใช้
2.ไม่ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม ระบบที่ดูเหมือนมีเสถียรภาพ แต่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด กลับให้อำนาจคุ้มครองรัฎฐาธิปัตย์
ดังนั้น จุดยืนเราคือ ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน
“กระบวนการร่าง มีการวางกลไกลไว้แนบเนียนมาก ถ้าไม่ผ่านประชามติ ก็ไม่สามารถทำได้ ผมไม่อยากใช้คำว่า ‘ใช้ประชาชนเป็นตัวกัน’ เพราะจะเป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน ดังนั้น เราต้องดูบรรยากาศการทำประชามติด้วยว่า เอื้อต่อการออกเสียง ได้อย่างเสรีหรือไม่ ?
อย่างฉบับปี 60 บางกลุ่มถูกบังคับ ถูกคุมขัง เพราะรณรงค์โหวต NO ไม่รับร่าง บรรยากาศการออกเสียงประชามติไม่เป็นอิสระและบริสุทธิ์ ดังนั้น แม้มี 16 ล้านเสียงรองรับ แต่ก็ต้องอธิบายและยอมรับในรายละเอียดนั้นด้วย ดังนั้น การอ้างประชามติ ไม่ได้เป็นยาวิเศษ หรือเป็นหลักประกันเสมอไป” นพ.ชลน่านกล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอโมเดล จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร เพื่อให้ดีกว่าของเดิม?
นพ.ชลน่าน เปิดเผยว่า ในนามพรรคเพื่อไทย ตนขอเริ่มต้นจากว่า ทำไมเราต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพราะไทยเรามีมาแล้ว 20 ฉบับ ถ้าทำอีกครั้งจะเป็นฉบับที่ 21 ถ้ามองย้อนไป ตนเชื่อว่าไม่มีฉบับใดที่ผ่านในสภา ที่มาจากประชาชน เว้นแต่ช่วงแรกๆ หลังจากนั้นมาจะมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยการเข้ามายึดอำนาจ เปลี่ยรัฐธรรมนูญโดยสภาพิเศษ อย่าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
“สิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิด เราอยากให้ตัวแทนประชาชน คือ รัฐสภา เข้าไปมีส่วน ไม่อยากให้มาจากอำนาจพิเศษ ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จำเป็นต้องมี เพราะฉบับปัจจุบัน ไม่บอกให้จัดทำฉบับใหม่ได้ เหมือนเป็นแม่ ก็ต้องเป็นแม่ต่อไป” นพ.ชลน่านกล่าว
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ดังนั้น ต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้บอกว่า การแก้ไขสามารถทำได้ก่อน เราจึงพยายามรณรงค์ สู้เรื่องนี้มาตลอด
โดยรูปแบบ วิธีจัดทำฉบับใหม่ จะปรากฏในร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ซึ่งผู้เขียนหรือผู้ร่าง ไม่มี ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งแล้ว (ตามความวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ) แต่ใช้รูปแบบ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา แทบทุกฉบับ ก็ไม่ได้มาจากสภาร่างฯ
“อย่างของเพื่อไทย กับภูมิใจไทย เราเสนอแบบเดียวกัน ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการตั้งกรรมการยกร่าง รวมถึงกรรมมาธิการอื่นๆ ที่รับฟังความเห็นตามกรอบ แต่ผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย คือ ส.ส.ร. เมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ก็ส่งให้ รัฐสภา เป็นผู้ให้ความเห็นด่านสุดท้าย ในฝ่ายนิติบัญญัติ จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอน การทำประชามติ โมเดลของเพื่อไทยเป็นแบบนี้” นพ.ชลน่านชี้

นพ.ชลน่านกล่าวว่า สิ่งที่เราคาดหวังคือ ให้พี่น้องประชาชนมาเขียน โดย ส.ส.ร.กำหนดไว้ 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้แงประชาชน และอีก 51 คน มาจากองค์กรต่างๆ ที่ ส่งเข้ามา โดยให้รัฐสภาเลือก เพื่อไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญ
ในตอนหนึ่ง นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในนาม กรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขธรรมนูญ ร่างของ กมธ.ที่เราเสนอเข้าสู่สภาฯ ถ้า๋ผ่านวาระ 3 จะเข้าสู่ขั้นตอนทำประชามติ ในวันเลือกตั้งทั่วไป ช้าที่สุดตามไทม์ไลน์คือ 29 มีนาคม 2569 ถามว่า ‘ประชาชนเห็นควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’? ถ้าเห็นควร เราถึงจะเริ่มในการตั้ง คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
และ กมธ.รับฟังความเห็น โดยผู้ที่สนใจทั้งประเทศ คุณสมบัติของ กมธ.ร่างฯ จะเข้มข้นกว่า
กำหนดรายละเอียดพอสมควร เช่น มีความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม้มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม จากนั้นจัดทำบัญชีรายชื่อ ส่งมาให้สมาชิกรัฐสภา ตัดให้เหลือ คณะละ 35 คน ด้วยวิธีการ ’20 หยิบ 1′
“ถามว่าทำไมไม่ให้รัฐสภา โหวต เหตุผลคือ เพื่อป้องกันเสียงข้างมาก กินรวบหมด หากมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาฯ จึงใช้ระบบสัดส่วน” นพ.ชลน่านกล่าว และว่า
อย่างเช่น พรรคประชาชนมี ส.ส. 150 เสนอได้ 7 คน จะได้เป็น ส.ส.ร.ทันที เพราะถ้าหากใช้เสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นสีใดสีหนึ่งทันที
นอกจากนี้ ร่างแก้ไขธรรมนูญ ยังกำหนดไว้ด้วยว่าให้นำหมวด 1 หมวด 2 ยกมาบัญญัติไว้ เพื่อป้องกันความกังวลของ ส.ว. จากนั้นขั้นตอนคือ เข้าสู่ที่ประชุมสภา เพื่อให้ความเห็นว่า เหมาะสม หรือควรปรับลดตัดออกหรือไม่ จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติ ว่ารัฐสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ก่อนเข้าสู่ประชามติ และการลงพระปรมาภิไธย
นพ.ชลน่านกล่าวว่า โดยสาระสำคัญของเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ต้องมี 9 ประเด็น คือ
1.ความเป็นรัฐเดียว ที่แบ่งแยกไม่ได้
2.ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
3.สิทธิ เสรีภาพ สวัสดิการขั้นพื้นฐาน
4.สถาบันทางการเมือง และความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน โดยสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้
5.วางกลไกการตรวตสอบอำนาจรัฐ
6.การจำกัดขอบเขต การใช้อำนาจและดุลพินิจของรัฐ
7.การเสริมสร้างความเข็มแข็งของหลักนิติธรรม
8.การบริหารราชการแผ่นดิน โดยยังมีข้อย่อย 8/1 ซึ่งกำหนดเรื่องการกระจายอำนาจ
9.การวาง หลักเกณฑ์แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เป็นหลักการสำคัญ ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นไปตามนี้
“ถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ว. จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องบอกว่าเราเป็นรัฐสภา คือ มีสภาคู่ ที่เดิม ส.ว.มีอำนาจเพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญ 60 ให้ ส.ว.มีอำนาจที่เย้ายวน คือการไปตั้งองค์กรอิสระ ที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศชาติได้เลย ดังนั้น ใครเป็น เจ้าของ ส.ว.ได้ ก็ได้อำนาจนั้นมา
ดังนั้น ร่างแก้ไข ต้องไปกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ อย่างมีไร ให้ยึดโยงกับประชาชน” นพ.ชลน่านระบุ

เมื่อถามว่ารูปร่างหน้าตาของรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร จะเป็นไปอย่างที่คาดหวังหรือไม่?
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนพอจะเห็นหน้าตาคนไปร่างรัฐธรรมนูญ
“ผมมีข่าวลึกวงในว่า ให้ผ่าน มีคนมากระซิบผมว่า ให้ผ่าน แต่หน้าตาจะเป็นอย่างไร ต้องไปถามประชาชนด้วยว่า จะผ่านประชามติไหม ถ้าประชาชนเห็นว่า หน้าตาแบบนี้ ได้รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน สีส้ม สีแดงแน่ๆ จะให้ผ่านหรือไม่
ซึ่งผมมีโจทย์และภาพที่เห็นในใจ ถ้าผ่าน ‘เป็นรัฐธรรมนูญสีใดสีหนึ่งแน่ๆ’ เราไม่สามารถหยุดการฮั้วของสภาได้เลย ต่อให้ 20 หยิบ 1 เพราะระบบเสียงข้างมาก เราต้องยอมรับ นั่นคือ ‘การกินรวบประเทศ’
‘ทุนเทา’ มาทุกอย่าง กำหนดเกมได้หมด รัฐธรรมนูญเอื้อต่อการกินรวบประเทศ เราจะเป็นอย่างไร ถ้ามันออกไปสีใดสีหนึ่งอย่างนี้ ผมจะไม่เห็นด้วยในวาระ 3″ นพ.ชลน่านกล่าว และว่า
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ผมเห็นว่า เป็นสีใดสีหนึ่งอยู่แล้ว ผมเลยค่อนข้างหวาดหวั่น ไม่ได้กล่าวหาใคร แค่หวาดหวั่น
นพ.ชลน่านเน้นย้ำด้วยว่า ด้วยวิธีการที่ตนเสนอ จะทำให้ไม่เกิดรัฐธรรมนูญสีใดสีหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า เราอยู่ในระบบประชาธิปไตย เราใช้เสียงข้างมากเป็นหลัก นี่เป็นเวลาเสียงข้างมาก
“ผมเสนอวิธีการเลือกกรรมาธิการร่างฯ ถ้าใช้วิธีผมรับรองว่าจะไม่มีเสียงข้างมากจากข้างใดข้างหนึ่งแน่ จะต้องได้รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย
เพราะใช้วิธีการย้อนเกล็ดการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ 60 มาเป็นตัวตั้งของวิธีการที่เสนอไป
คือ
ส.ส.ร. 1 คน จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เกินกึ่งหนึ่ง
เงื่อนไขที่ 1. คือ 100 มาโหวต ต้องเกินกึ่งหนึ่ง ”
เงื่อนไขที่ 2.ส.ว.ต้องเห็นชอบ 1 ใน 5 หรือ 40 คน
เงื่อนไขที่ 3.ฝ่ายค้าน 20 %
”ถ้าได้คะแนนอย่างนี้ คุณได้เป็นกรรมาธิการร่าง อันนี้ยากมาก ถ้า ส.ว. อาจจะเป็นของพรรคบางสี แต่ 40 คนไม่เห็นด้วย ก็สู้เขาไม่ได้ แต่ฝ่ายค้านยังคานอยู่ ได้สองส่วนแล้วไม่ได้เสียงฝ่ายค้าน คุณก็ไม่ได้เป็น กมธ.”
จุดที่เป็น สิ่งเร้าและจูงใจมากที่สุด คือ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้นถ้าคุณยึดรัฐธรรมนูญได้ เท่ากับคุณยึดอำนาจทุกอย่างได้ ม้นจึงหอมหวน
“ที่ผมเป็นห่วง ถ้าพวกเราไปสมัครเป็น กมธ.ร่วมรับฟังความเห็น และกมธ.ร่าง ขั้นตอนง่ายมาก 1.ไปยื่นใบสมัคร แต่ท่านต้องมีผูัมีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน ที่ไปลงนามรับรองให้
99 คนสมัครไม่ได้ เราหาได้ไหม ? แต่ถ้าเป็นผม มีสมาชิกพรรคการเมืองตั้งเท่าไหร่ เอ้า! แบ่งกัน ให้มารับรองคนนั้นคนนี้ กมธ.รับฟังความเห็น จะได้ชื่อปรากฏก่อนสมัครอีก เชื่อไหม ผมทายได้เลย”
นพ.ชลน่านเผย
จากนั้น กล่าวถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิด อย่าฃเป็นขั้นตอน คือ เลือก 7 คนเรียบร้อยแล้ว ไปสมัครเตรียม 20 รอไว้เลือกไว้แล้ว
“มันง่ายมาก แล้วคนอื่นที่ไปสมัคร เป็นหมืน เป็นแสนล่ะ ? กว่าจะผ่านผู้รับรอง 100 คน ผ่านเข้าไปเขาก็ไม่เลือกหรอป เพระาวางตัวอยู่แล้ว นี่คือสิงที่ผมเป็นห่วง”
ดังนั้น เราเองต้องช่วยกันติดตามดู สิ่งที่ผมคิด ไม่อยากให้เกิด เพราะถ้าเกิด มันจะเลวร้ายที่สุดกับประเทศมาก“ นพ.ชลน่านกล่าว

