หน้าแรก การเมือง สถาบันพระปกเก...

สถาบันพระปกเกล้า ย้ำ ‘ตัดวงจรซ่อนเร้น’ เชื่อ ถ้าถึงกระดุมเม็ด 3 ได้รธน.ที่หวังแน่ ส.ส.ปชน. หวั่นคนไม่ใส่ใจ ‘สุนัขคาบไปกิน’

10.12.25 | 20:25 น.

นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ย้ำ ‘ตัดวงจรวาระซ่อนเร้น’ รธน.ใหม่ – ส.ส.ปชน.ห่วง ‘สุนัขคาบไปกิน’ ถ้าประชาชนไม่ใส่ใจ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า จัดงาน “วันรัฐธรรมนูญ 2568 – รัฐธรรมนูญของประชาชน”

โดยไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ นิทรรศการวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม อาทิ การทำโพลสำรวจความคิดเห็น ‘กล่องรับฟังความคิดเห็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม’
รวมไปถึง ‘กิจกรรมเยี่ยมชมเครื่องยอด และห้องประชุมรัฐสภา’ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบสระมรกต ยังเต็มไปด้วยบูธจำหน่ายสินค้า OTOP จาก 77 จังหวัด ตลอดจนเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย

เวลา 14.10 น. ที่ห้องประชุมชั้น B2 มีการเสวนาในหัวข้อ “รัฐสภาชุดปัจจุบันกับการแก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมบูญฉบับใหม่” โดย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย, นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.พรรคประชาชน, นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม ผู้แทนจากสถาบันพระปกเกล้า ดำเนินรายการ โดย ผศ.ดร. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในตอนหนึ่ง ศ.ดร.โกวิทย์ ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 คือ ‘ที่มา‘ ผู้ที่ทำรัฐประหารคือคนที่กำหนดเนื้อหา โดยคน 21 คน ที่เป็นกรรมการยกร่าง เราต้องไปตั้งโจทย์ ก่อนว่าที่มามันมีปัญหา แต่ในการยกร่าง ทั้งโลกก็พูดถึงคนที่จะสถาปนา เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ดังนั้นประชาชนก็ต้องมีอำนาจ เพื่อไปกำหนดกฎหมายจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง  ดังนั้น โจทย์คือ ’เราจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญ ไปทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย‘ ประชาชนมีอำนาจเหนือ ดังนั้น ถ้าจะให้ดีกว่าฉบับปี 60 เราต้องคุย ต้องอธิบายกับประชาชนให้ชัด

Advertisement

ศ.ดร.โกวิทย์ เปิดเผยว่า ความเห็นส่วนตัว อยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ด้วยเงื่อนไข ทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ไม่เปิดช่อง

“ผมเห็นด้วยบางส่วน ที่ให้มี 1.คณะกรรมาธิการ ไปรับฟังเห็นประชาชน กับ 2.คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฝั่งละ 35 คน ถ้าพี่น้องฟังอยู่ จะเข้าใจได้ว่า ต้องสมัคร ซึ่งข้อดีคือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน

ส่วน สภาฯ จาก 700 คน จะเลือกกันอย่างไร มันมีโจทย์ที่ต้องฝากทางสภาฯ ด้วยว่า ถ้าคนเข้ามา แล้วมีการโหวตแต่ละชุด ซึ่งก็ยังไม่เข้าใจมากนักในทางเทคนิค แต่ถามว่าจะป้องกันอย่างไร ไม่ให้มีข้อครหานินทา ว่าเป็นตัวแทนมาจากพรรคประชาชน ภูมิใจไทย หรือเพื่อไทย ต้องตัดประเด็นนี้ ว่านักการเมืองไม่ได้มายุ่ง เพราะไม่อย่างนั้น จะมีข้อควรหาว่ามีส่วน” ศ.ดร.โกวิทย์ระบุ

เมื่อถามต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนตั้งคำถามกับบทบาท ส.ว.พอสมควร จนเกิดคำถามที่ว่า เราควรมีสภาเดียว ไม่ต้องมี ส.ว.ไหม ส่วนตัวมีความเห็นอย่างไร ?

ศ.ดร.โกวิทย์ กล่าวว่า โดยรูปแบบสภาของทั่วโลก มี 2 สภา คือ สภาเดียว และสภาคู่ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ เรามีวุฒิสภาด้วย แต่ที่มาของ ส.ว.มีปัญหามาตลอด

“สำหรับผม รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงที่มาของ ส.ว.อย่างมาก รวมถึงคำถามที่ว่า มี ส.ว.ไว้ทำไม? ที่ผมแหย่คำถามนี้ เพราะ ส.ว.มี 200 ประชาชนจะสบายใจได้หากที่มาโปร่งใส ดังนั้นปัจจุบันต้องแก้ที่มาของ ส.ว.และกำหนดอำนาจของ ส.ว.ใหม่ โดยเฉพาะในชุด ส.ว.ที่มีปัญหา ในการใช้อำนาจแต่งตั้ง ในองค์กรอิสระได้

ผมอยากต่อจิ๊กซอว์ไปว่า ‘ถ้าต้องมี ส.ว.ต้องปราศจากการเมือง’ คือ ไม่สังกัดพรรค บางยุคสมัยเราเคยกำหนดด้วยว่า จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 10 ปีขึ้นไป เป็นต้น กำหนดเอาไว้ให้ชัด ต้องทำให้โปร่งใส ไม่ยึดโยงการเมืองแบบพรรคให้มากที่สุด”

เวลาพุดถึงกลุ่มอาชีพ ผมต้องโทษ กกต.ตรงนี้ การที่ไปกำหนดคำว่า ‘วิชาชีพ’ อยากรู้ กกต. กำหนดความเป็นวิชาชีพอย่างไร การไปจับกลุ่มกันมา พูกตรงๆ ถ้า ส.ส.จะแทรกแซง ก็ทำได้ตั้งแต่กลุ่มจังหวัด รวมถึงวิธีการไปเลือกกันเอง ผมว่านี่ก็คือที่มาของ ส.ว. ในปัจจุบัน

ดังนั้น ‘ต้องปรับอำนาจลง ส.ว.ให้เหลือเพียง กลั่นกรองกฎหมาย’ ไม่ให้มีบทบาทในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ“ ศ.ดร.โกวิทย์กล่าว

ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม ผู้แทนจากสถาบันพระปกเกล้า

เมื่อถามว่า รูปร่างหน้าตาของรัฐธรรมนูญ จะออกมาเป็นอย่างไร จะเป็นไปอย่างที่คาดหวังหรือไม่?

ศ.ดร.โกวิทย์กล่าวว่า ต้องมองสารตั้งต้นก่อน การที่จะผ่านวาระ 3 ในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ คือสารตั้งต้น แต่ถ้าสมมติว่าผ่าน กระดุมเม็ดที่ 2 คือการตั้ง คณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะที่กล่าวไป ซึ่งอันนี้สำคัญมากๆ

“การจะมีวาระซ่อนเร้นไหม สำคัญมาก ต้องคัดเลือกอย่างสุจริต บ้านเมืองเราต้องตัดวงจรวาระซ่อนเร้น ถ้าเดินไปกระดุมเม็ดที่ 3 ได้ รัฐธรรมนูญที่เราคาดหวัง ก็ไปได้ ผมเชื่ออย่างนั้น ผมหวังว่ามันจะดีกว่าเก่า อย่างน้อยคือเรื่อง 1.เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2.กระจายอำนาจ” ศ.ดร.โกวิทย์ กล่าว

ด้าน นายภัณฑิล ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวถึงที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 ที่เปรียบกับโจร มาปล้นบ้าน กฎข้อเรียกที่เขียนคือ ‘ผมไม่ผิด’ ที่ปล้น แบบนี้มันได้หรือ

“คุณเอาปืนมาปล้นคนอื่น แล้วบอกว่า ‘ผมเป็นคนปล้น มีสิทธิเขียกติกาในบ้านนี้’ ซึ่งเรายอมรับไม่ได้ จึงต้องแก้ คนกระทำความผิด ต้องถูกนำมาลงโทษ สโลแกนเราตั้งแต่เป็นพรรคก้าวไกล พูดถึงเสมอคือ ‘การเมืองดี ปากท้องถึงจะดี’ เรายืนยันเสมอว่ามันเชื่อมโยงกัน”

เขาพยายามสร้างวาทกรรมตลอดว่า การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าเราไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ สุนัขจะคาบไปกิน นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ถ้าไม่พอใจ ท่านด่าผมได้ ไม่ต้องเลือกได้ในครั้งหน้า เพราะผมมีหน้าที่เซอร์วิส รับใช้ประชาชน” นายภัณฑิลกล่าว

นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.พรรคประชาชน

นายภัณฑิล ชี้ว่า รัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนเป็นตัวกำหนดอำนาจและบทบังคับในบ้าน เช่นว่า คุณจะต้องกินข้าวกี่โมง มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง มีกติกาว่าเราจะใช้เงินอย่างไร ซึ่งจะต้องโหวตกันในบ้าน ไม่มีหรอกที่ต้องขอความกรุณา

“การเมืองเป็นเรื่องของพวกเรา ถ้าร่วมกันใส่ใจ ประเทศเราจะดีขึ้นแน่นอน”

นายภัณฑิลกล่าวถึง ส.ว.ด้วยว่า ถึงแม้จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว.ในการยกมือให้ผ่าน เราจึงขอความกรุณาเพื่อให้ประเทศไปต่อได้ ตนคิดว่ากติกาของบ้านเมืองเรา ควรที่จะแก้ไขทุกอย่างได้ ไม่ควรไปล็อกไว้

ส่วนบทเฉพาะกาล ที่ ส.ว.เขียนสงวนไว้ ก็เพื่อคงอำนาจ ที่อาจจะต้องไปกราบ ขอเสียงเขา ให้ได้ 1 ใน 3 ดังนั้น ตอนนี้ ส.ว. เป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการแก้ไขได้จริง

“เราคือเหยื่อของศาลรัฐธรรมนูญอย่างโอชะ เข้าใจเจตนา ที่จะต้องการ check and balance แต่กลับอิสระจาก ประชาชน

ป.ป.ช.ดูเรื่องทุจริต แต่กลับตรวจสอยเพื่อตัดสิทธิเพื่อนสมาชิก, ตึก สตง.ถล่ม ยังไม่มีใครมารับผิดสักคน, กกต. ไม่ต้องพูดถึง ประชาชนรุมด่า ชี้ แจงแบบขอไปที เพราะคิดว่า ไม่ต้องรับผิดชอบ

ขอบเขตอำนาศาลรัฐธรรมนูญ มีปัญหาจริงๆ ที่มากับอำนาจนั้น ไม่สัมพันธ์กัน อีกทั้งยังสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระเต็มไปหมด

อยากให้ประชาชนตั้งคำถาม และติดตาม ว่าจะเอาอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรียกร้องกับพรรคการเมือง ว่าคุณมีนโยบายอย่างไร จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แล้วเราจะได้เลือกกันทีเดียว” นายภัณฑิลกล่าว