ส.ว.เตือนระวังเรือล่ม ขู่หากตัดอำนาจสว.โหวตวาระ3ร่วงแน่ รธน. หนุนเพิ่มเกณฑ์เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องได้เสียง ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ชี้เป็นเบรกนิรภัย กันเผด็จการรัฐสภา ไม่ให้รธน.ฉบับใหม่แหกโค้ง ขณะที่ ‘นันทนา’ ซัดใช้เสียง 1ใน 3 ทำกลไกบิดเบี้ยว
เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 11 ธันวาคม ในการประชุมพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมพิจารณา มาตรา256/28 ว่าด้วยเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแล้วเสร็จ โดยกำหนดให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
โดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒาพงศ์ ส.ว.ในฐานะกมธ.ฯเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ยืนยันว่าจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ยองรัฐสภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1ใน3 ของจนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งตนไม่ได้บัญญัติขึ้นเอง แต่อ้างอิงตามมาตรา 256 อนุ3และอนุ6 ของรัฐธรรมนูญปี 60 ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและประชาชน 16 ล้านเสียงที่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และการที่ตนยืนยันในหลักการนี้ ไม่ใช่เพื่อหวงแหนอำนาจของวุฒิสภา แต่เพื่อรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจของโคงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ
1.เพื่อป้องกันเผด็จการรัฐสภา และเสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน3 ทำหน้าที่เป็นเบรกนิรภัยให้กับรัฃฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า บทเรียนในอดีตในประวัติศาสตร์ที่พรรคการเมืองพรรคเดียว ที่ฝ่ายรัฐบาลชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายหรือแลนด์สไลด์ หรือในอนาคตเราอาจจะมีพรรคการเมือง 2 หรือ3 พรรครวมเสียงได้มากกว่า 350 เสียง ซึ่งในมาตรา 256/28 ที่กมธ.เสียงส่วนใหญ่บัญญัติว่า แค่ชนะเสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกของทั้งสองสภา ดังนั้นทำให้สามารถแก้ไขกฎหมายสูงสุดเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องทำได้ง่าย โดยปราศจากการตรวจสอบหรือเรียกว่าเผด็จการรัฐสภาด้วยส.ส.

“ดังนั้นการตัดเสียง ส.ว.1ใน3 คือการปูทางสู่เผด็จการรัฐสภา เปิดช่องพวกมากลากไป แก้กติกาเพื่อพวกพ้อง โดยไร้คนค้าน ในทางรัฐศาสตร์ ส.ส.เปรียบเหมือนคันเร่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว แต่ส.ว.ต้องทำหน้าที่เป็นเบรกเพื่อกลั่นกรองยับยั้ง และมองผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว หากพวกท่านตัดเสียง ส.ว.1ใน3 ออกไป ก็เท่ากับเรากำลังขับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์แรงจัด แต่ไร้ระบบเบรก ผมคงต้องถามสมาชิกรัฐสภาว่ามีท่านใดกล้าขับรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง ไม่มีเบรกบ้างผมเชื่อว่าไม่มี ขอย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่รถของเล่น ใครจะนั่งรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีเบรก ดังนั้นเสียงของส.ว.1 ใน3 คือเบรกนิรภัยป้องกันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ให้แหกโค้ง” นายพิสิษฐ์ กล่าว
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 2. ส.ส.และส.ว.มีที่มาต่างกันและทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้นควรเลิกเอาตรรกะ1 เสียงมาอ้าง ซึ่งใช้ไม่ได้กับกรณีนี้เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา113 กำหนดให้ส.ว.ต้องเป็นอิสระไม่ฝักไฝ่พรรคการเมือง ส.ส.มักจะมองผลประโยชน์ระยะสั้นตามนโยบายประชานิยมเพื่อรักษาฐานเสียง แต่ส.ว.มองผลประะโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว เงื่อนไขเสียงส.ว.1ใน3 จึงไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้กติกาของประเทศได้ผ่านการกลั่นกรองด้วยหลักวิชาการ มิใช้ผ่านเพียงเพราะมติพรรคการเมืองสั่ง
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประการที่3. ต้องเป็นไปตามทฤษฎีรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยาก เพื่อเสถียรภาพการปกครอง ดังนั้นการตัดอำนาจของ ส.ว.ถือว่าละเลยเจตนารมย์ของประชาชน 16 ล้านเสียง และประการที่4.เพื่อความชอบด้วยกกฎหมายและผูกพันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยมีคำวินิจฉัยว่าต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1ใน3 ถึง 4ครั้ง ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ผูกพันกับทุกองค์กร การที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญโดยขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัย อาจจะนำไปสู่ปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในอนาคตและอาจทำให้ทั้งหมดที่เราทำมาสูญเปล่า ดังนั้นอย่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการคงไว้ของเสียงส.ว.1 ใน3 ไม่ใช่การขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขัดข้วางประชาธิปไตย แต่เป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อยและไม่ให้รัฐสภาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ขณะที่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ ส.ว. ฐานะกมธ.ภิปรายสนับสนุนการวางหลักการมีเสียงส.ว. เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยเสียง 1 ใน 3 เพราะรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องแก้ไขยาก และหากแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน ตนเชื่อว่า ส.ว.ที่เป็นได้ครั้งเดียวในชีวิต จะใช้ความรู้ความสามารถ พิจารณาการแก้ไขอย่างรอบคอบ ซึ่งส.ว.จะทำหน้าที่ตามบทบาทป้องกันเสียงข้างมากที่กำหนดความเป็นไปของประเทศได้

ด้าน นายชินโชติ แสงสังข์ ส.ว. อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องบัญญัติเงื่อนไขที่เป็นมาตรการการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมระบุว่า ตนไม่สบายใจต่อการแก้ไขมาตราที่ตัดเกณฑ์เห็นชอบของส.ว.ออกไป ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะส.ว.เป็นสถาบันคานอำนาจ ถ่วงดุลอำนาจ หรือ ธำรงไว้ซึ่งการตรวจสอบผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้จะกินรวบกันเอง เสียงกึ่งหนึ่งรัฐสภาทำอะไร ผมอาจจะไว้ใจ สส.ชุดนี้ แต่ชุดหน้าหากมีเผด็จการรัฐสภา โดยไม่มีส.ว.สกัดหรือเรื่องที่ไม่ชอบธรรม ถึงตอนนี้จะเคว้งคว้างไม่มีองค์กรสุดท้าย ผมถือว่าทั้ง 2 สภา ร่วมทำประโยชน์ให้ประเทศ ขอยืนยันว่าเสียง 1 ใน 3 ของส.ว.ต้องมีอยู่
“บ้านผมน้ำท่วม ต้องอาศัยเรือ ซึ่งเรือลำนั้นนั่ง 4 คน ผมถูกเพื่อนรังแก ทำร้าย ไม่มีทางสู้ เก็บความเจ็บใจไว้ตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสา อีก 15 วันต่อมา ผมจำเป็นต้องคว่ำเรือให้เปียกด้วยกัน ผมขอฝากไปยังกมธ.เสียงข้างมาก ระวังเรือจะล่ม” นายชินโชติ กล่าว

ส่วน น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนีย์ชีวิน ส.ว. อภิปรายว่า การตัดอำนาจส.ว.ในการลงมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งยอมไม่ได้ สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องอำนาจส.ว.แต่เป็นการกลับมาของเผด็จการเสียงข้างมากในอนาคต เท่ากับเขียนเช็กเปล่าให้ผู้มีอำนาจใช้เสียงข้างมากผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญ ทำลายความเป็นอิสระองค์กรอิสระ อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่า ส.ว.ไม่มีต้องรักษาอำนาจเพื่อตัวเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ส.ว.ไม่มีทางกลับมาเป็นส.ว.ได้ เป็นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่รอบคอบ จะเปิดช่องให้คนมีอำนาจเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง
“การตัดกลไกส.ว.ในการกลั่นกรองออกไป อาจทำให้วาระ3 ที่เป็นวาระชี้ขาด ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ขอให้ทุกคนพิจารณาหลักการถ่วงดุลอำนาจให้รอบคอบ ก่อนถึงจุดชี้ขาดวาระ3” น.ส.ภิญญาพัชร์ กล่าว

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ อภิปรายว่า การมีเสียงส.ว. 1ใน3 เป็นอุปสรรคแก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามอาณัติของประชาชน ไม่แก้ง่ายหรือยากเกินไป จนไม่สามารถแก้ไข ต้องฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆมา ปัญหาส.ว.คือ ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในฐานะตัวแทนประชาชน แต่การใช้เสียง ส.ว.1ใน 3เป็นความบิดเบี้ยวที่ถูกร่างโดยเนติบริกร และมาจากการรัฐประหาร การมอบอำนาจให้ส.ว. จึงไม่ใช่การถ่วงดุล แต่ขโมยอำนาจประชาชนไปให้กลุ่มก๊วนการเมือง ไม่อาจมอบอำนาจ 1ใน 3ให้ส.ว.ได้ การใช้เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งถือว่า ดีกว่าข้อเสนอส.ว.ที่กินรวบอำนาจ ขอชวนส.ว.ร่วมแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้เป็นส.ว.เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน
น.ส.ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน ส.ว. อภิปรายว่า การตัดอำนาจส.ว.ในการลงมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งยอมไม่ได้ สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องอำนาจส.ว. แต่เป็นการกลับมาของเผด็จการเสียงข้างมากในอนาคต เท่ากับเขียนเช็กเปล่าให้ผู้มีอำนาจใช้เสียงข้างมากผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญ ทำลายความเป็นอิสระองค์กรอิสระ อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่า ส.ว.ไม่มีต้องรักษาอำนาจเพื่อตัวเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ส.ว.ไม่มีทางกลับมาเป็นส.ว.ได้ เป็นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่รอบคอบ จะเปิดช่องให้คนมีอำนาจเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง
“การตัดกลไกส.ว.ในการกลั่นกรองออกไป อาจทำให้วาระ3 ที่เป็นวาระชี้ขาด ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ขอให้ทุกคนพิจารณาหลักการถ่วงดุลอำนาจให้รอบคอบ ก่อนถึงจุดชี้ขาดวาระ3” น.ส.ภิญญาพัชร์ กล่าว
ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวว่า การมีเสียงส.ว. 1ใน3 เป็นอุปสรรคแก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามอาณัติของประชาชน ไม่แก้ง่ายหรือยากเกินไป จนไม่สามารถแก้ไข ต้องฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆมา ปัญหาส.ว.คือ ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในฐานะตัวแทนประชาชน แต่การใช้เสียง ส.ว.1ใน 3เป็นความบิดเบี้ยวที่ถูกร่างโดยเนติบริกร และมาจากการรัฐประหาร การมอบอำนาจให้ส.ว. จึงไม่ใช่การถ่วงดุล แต่ขโมยอำนาจประชาชนไปให้กลุ่มก๊วนการเมือง ไม่อาจมอบอำนาจ 1ใน 3ให้ส.ว.ได้ การใช้เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งถือว่า ดีกว่าข้อเสนอส.ว.ที่กินรวบอำนาจ ขอชวนส.ว.ร่วมแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้เป็นส.ว.เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน


