หน้าแรก การเมือง ประเสริฐ แจงภ...

ประเสริฐ แจงภาพร่วมเฟรม เบนสมิธ ยันไม่รู้จักส่วนตัว แค่ได้รับเชิญไปเป็นสักขีพยาน

12.12.25 | 10:00 น.

“ประเสริฐ” ไม่รู้จัก “เบน สมิธ” เป็นการส่วนตัว แจงร่วมเฟรมถ่ายรูปเพราะได้รับเชิญเป็นสักขีพยานเท่านั้น ยันตรวจสอบ MOU ดีอี-บ.ไพรม์ฯ สิงคโปร์แล้ว ย้ำทุกหน่วยงานกลั่นกรองตามขั้นตอนโดยละเอียด ไม่เปิดช่องเอื้อประโยชน์ใคร ชี้ทุกอย่างต้องเป็นไปภายใต้กม.ไทย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ ที่ได้มีการลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 โดยอ้างข้อพิรุธต่างๆ ว่า ในเรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่การที่ตนไปปรากฏในภาพที่ถ่ายร่วมกับนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเบน สมิธ ในพิธีลงนาม MOU ดังกล่าว ซึ่งขอชี้แจงอีกครั้งว่าขณะนั้นตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้รับเชิญไปร่วมเป็นสักขีพยานตามปกติ ไม่ได้รู้จักกับนายเบน สมิธเป็นการส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับที่ได้รับเชิญไปร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีต่างๆ ซึ่งรัฐมนตรีทุกท่านก็จะได้รับเชิญไปร่วมลักษณะเดียวกันนี้ อีกทั้งในส่วนของสักขีพยานท่านอื่นๆ ที่เข้าร่วม ตนก็ไม่ใช่เป็นผู้ประสานงานเชิญ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประสานงาน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับ MOU ฉบับนี้ ตนได้ดำเนินการตรวจสอบในรายละเอียดเพื่อยืนยันข้อมูลที่ชัดเจนหลังปรากฏเป็นกระแสข่าว ก็พบว่าได้เสนอตามขั้นตอนให้มีการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก่อนที่จะมีการดำเนินการลงนาม ทั้งในส่วนของ สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี กองการต่างประเทศ กระทรวงดีอี กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด โดยที่สำนักงานปลัดกระทรวงดีอีได้รับข้อสังเกตจากทุกหน่วยงานเพื่อประกอบการพิจารณา MOU นี้แล้ว ทั้งนี้ MOU ฉบับนี้ไม่ได้ระบุเงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษ หรืออำนวยความสะดวกพิเศษใดๆ กับเอกชนในทุกเงื่อนไข และยังระบุในเนื้อหาอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายราชอาณาจักรไทยทุกประการ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นย่อมต้องขออนุญาตกับหน่วยงานนั้นๆ ให้ถูกต้อง รวมถึงสิ่งใดไม่มีกฎหมายรองรับก็จะกระทำไม่ได้

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวของกระทรวงดีอีไม่มีการเอื้อผลประโยชน์ใดๆ ให้กับเอกชนหรือบุคคลใดๆ โดยเฉพาะ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ขั้นตอนและเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประเทศและพี่น้องประชาชน โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดการพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจ ส่งเสริมนวัตกรรม และเสริมสร้างศักยภาพให้กับบุคลากรในประเทศไทย ตามนโยบายเพื่อสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และวิสัยทัศน์ประเทศไทย 2030 ‘IGNITE THAILAND’ ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมโลก

“ตลอดเวลาที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เราเป็นรัฐบาลชุดแรกที่ดำเนินการปราบปรามอาชญกรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง ผมได้รับภารกิจสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์นี้มาปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น และเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ทั้งด้านการปราบปราม การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และการมุ่งหน้าที่จะหานวัตกรรมเพื่อให้ประโยชน์เกิดขึ้นต่อประเทศและประชาชนตลอดระยะเวลา” นายประเสริฐ กล่าว

Advertisement