เชตวัน มั่นใจระบบรัฐสภา แก้ปัญหาให้ปชช.ได้ ชี้ 2 ปีกว่านำปัญหาเข้ามาเพียบ
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาโปรดเกล้าฯ ลงมา นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ “ในฐานะ ส.ส.เขต จ.ปทุมธานี ที่เชื่อมั่นในกลไกระบบรัฐสภา” ระบุว่า
การที่นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเมื่อช่วงค่ำและในเช้าวันนี้มีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมาเรียบร้อย ทำให้สถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี ของผมสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นระยะเวลา 2 ปีกว่าที่มอบประสบการณ์และบทเรียนมากมาย ทั้งงานในพื้นที่และงานในสภา ที่ได้พยายามพิสูจน์มาโดยตลอดว่า ‘ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาสามารถเป็นกลไกเครื่องมือที่ช่วยเหลือประชาชนได้’ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การยื่นกระทู้ถาม หรือแม้แต่การเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาตอบคำถามกับคณะกรรมาธิการถึงปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนเผชิญอยู่ว่าจะมีแนวทางแก้ไขหรือคลี่คลายอย่างไร
“ในฐานะ ส.ส.เขต จ.ปทุมธานี การลงพื้นที่ของผมจึงเป็นการไปดูปัญหา แล้วนำปัญหานั้นไปใช้กลไกของรัฐสภาแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง นั้นก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบว่าจะใส่ใจแก้ไขหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลหน่วยงานนั้นๆ ว่าจะกวดขันหรือจริงจังเพียงใดกับปัญหาที่รัฐสภายื่นเรื่องเข้าไป อย่างกรณีข้อเสนอเปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นสวนสาธารณะ พูดตรงๆ ว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลก็มีอำนาจทำได้เลย แต่เมื่อต้องเป็นฝ่ายค้าน สิ่งที่ทำได้คือการหารือ ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี และตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษา ซึ่งผมก็ดีใจที่ได้ทำเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด และน่าเสียดายที่รายงานการศึกษาของ กมธ.วิสามัญถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ไม่ทันได้เข้าสู่การพิจารณา” นายเชตวันกล่าว
นายเชตวันระบุว่า กรณีข้อเสนอเปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นสวนสาธารณะ ปรากฏผลลัพธ์คือสังคมเองก็เริ่มตั้งคำถามต่อเรื่องนี้เช่นกัน จากที่ผ่านๆ มาไม่เคยมีใครกล้าตั้งคำถามตรงๆ กับกองทัพว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินกว่า 600 ไร่ นั้น มันคุ้มค่าหรือไม่ มีเพียงนายพลไม่กี่คนได้ตีกอล์ฟ ขณะที่ประชาชนไม่มีที่ออกกำลังกาย ไม่มีที่พักผ่อนหย่อนใจ และก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ลานออกกำลังกาย, สนามเปตอง ที่กองทัพอากาศสร้างขึ้นตรงชุมชนวัดลาดสนุ่น ต.คูคต อ.ลำลูกกา ก็สืบเนื่องมาจากการพูดเรื่องนี้ หรือล่าสุดรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นเลนวิ่ง เลนปั่นจักรยาน ที่ออกกำลังกายตามแนวรั้วของสนามกอล์ฟที่กองทัพอากาศออกแบบมาแล้วนั้น ก็สืบเนื่องจากข้อเสนอนี้ในสภาเช่นกัน
“หรืออย่างปัญหาบน ถ.เสมาฟ้าคราม การตั้งกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีแม้จะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมออกมา แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า ปัญหาที่แท้จริงของถนนเส้นนี้อยู่ตรงไหน อำนาจอยู่ที่ไหน ที่ผ่านมาโยนกันไปมา แต่การพอใช้กลไกรัฐสภาตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อชี้แจงผมในสภานั้น มันทำให้รู้แล้วว่าต้นตอจริงๆ คืออะไร และแนวทางที่ควรจะแก้ปัญหาพออกทางไหนได้บ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเสนอควบรวม 2 เทศบาล ใน ต.คูคต คือ เทศบาลเมืองคูคตและเทศบาลเมืองลำสามแก้ว ยกระดับเป็นเทศบาลนคร เพื่อให้มีอำนาจและงบฯ ดูแลถนนเส้นนี้อย่างเต็มที่” นายเชตวันกล่าว
นายเชตวันระบุว่า หรืออย่างกรณีปัญหาไฟส่องสว่างและน้ำท่วมบนถนนไสวประชาราษฎร์ ต.ลาดสวาย ในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงชนบทปทุมธานี ก็ได้มีการหารือในสภาอยู่บ่อยครั้ง พร้อมข้อเสนอเรื่องของการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นดูแล ที่แม้ว่าจะปัจจุบันจะยังไม่มีการถ่ายโอน แต่จากที่เคยบอกว่าไม่สามารถติดไฟตามเสาไฟรายทางได้ เนื่องจากบางช่วงเป็นสถานีไฟฟ้า ก็กลายเป็นว่าปัจจุบันมีการเตรียมเสาไฟฟ้าใหม่มาเตรียมติดตั้งไฟเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ปัญหาน้ำประปาไหลอ่อนไหลเบา หรือบางครั้งก็ถึงขั้นไม่ไหล เมื่อตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีไปก็เหมือนว่าการประปาส่วนภูมิภาค สาขารังสิต ชั้นพิเศษ ก็ติดตามแก้ปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น
“เหล่านี้คือกลไกของระบบรัฐสภาที่พวกเราในฐานะ ส.ส.พอจะใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของพี่น้องในเขตของตัวเองได้ แม้อาจจะไม่รวดเร็วทันใจประชาชน ไม่เห็นผลทันที หรือแม้แต่ไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่ก็ย่อมดีกว่าระบบมาเฟีย บ้านใหญ่ ทุนเทา ที่แจกหว่านโปรยเพียงเล็กๆ น้อยๆ หว่านโปรยเพียงเศษเงินของพวกเขา แต่เรียกร้องบุญคุณผ่านคะแนนเสียงของเราอย่างไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น ซึ่งเดาได้ไม่อยากเลยว่าหนทางแห่งการถอนทุนคืนนั้นคือตรงไหน” นายเชตวันระบุ
นายเชตวันทิ้งท้ายว่า ตลอดสองปีกว่าในฐานะ ส.ส.เขต จ.ปทุมธานี ต้องขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่เลือกผมให้เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ผู้แทน” เป็น “ปากเสียง” ถ้าจะมีอะไรขาดตกบกพร่องไปก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ เดินหน้าต่อไปไม่มีอะไรจะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง “… ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่อาจรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป…” (สาย สีมา)

