พลันที่มีข่าวการพบระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ข่าวลือต่อ “ประชาธิปัตย์” ก็สงบ
เพราะว่ารากที่มาของ “ข่าวลือ” สืบเนื่องจากการคืนกลับ”ประชาธิปัตย์”ของแกนนำ “กปปส.”
การพบระหว่าง 2 เสือจึงทรงความหมาย
เพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือ เลขาธิการกปปส.
เท่ากับว่า ข้อสังเกตอันมาจาก นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาตกุล ถูกสยบลงไปอย่างรวดเร็ว
กระนั้น ก็ยังมี “คำถาม” ตามมา
นั่นก็คือ การพบกันระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใครเป็นคนริเริ่ม
คำถามนี้มีนัยยะต่อ “อำนาจ”
พรรคประชาธิปัตย์มี “ตัวอย่าง” ให้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรคอย่างแหลมคมยิ่ง
ตั้งแต่ยุค นายชวน หลีกภัย มาแล้ว
การได้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาเป็นเลขาธิการพรรคก่อให้เกิด “อภินิหาร”ทางการเมือง
ทำให้ นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 หน
เช่นนี้เอง เมื่อมีการกำหนดให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นหัวหน้าพรรค จึงจำเป็นต้องมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็น เลขาธิการพรรค
แล้ว “อภินิหาร”ทางการเมืองก็ปรากฏขึ้นในเดือนธันวาคม 2551
เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็น “นายกรัฐมนตรี”
คำถามที่เสนอเข้าไปยัง “ประชาธิปัตย์” ก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องรอง
ปมเงื่อนอยู่ที่ว่า”เลขาธิการพรรค”เป็นใคร
หากเลขาธิการพรรคยังเป็น นายจุติ ไกรฤกษ์ เหมือนเดิมสะท้อนว่าอำนาจยังอยู่กับมือของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่แปรเปลี่ยน
แต่ถ้าหากไม่ใช่ นั่นแหละ”ฤทธิ์”ของ “กปปส.”

