“ภราดร” ชี้ช่องใช้ข้อยกเว้นกฎหมายประชามติ มาตรา 11 ส่งให้กกต.ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้ง โดยระยะเวลาไม่ต้องถึง 60 วัน ชี้ ช่วยประหยัดงบ 3,000 ล้าน
เมื่อเวลา 14.05 น.วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเสียงท้วงติงการทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้เพราะระยะเวลาไม่ถึง 60 วัน ว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 11 วรรค 3 ที่ระบุว่า ให้นำมาตรา 9 (2) (3) (4) และ (5) ส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำประชามติได้ โดยสามารถร่นระยะเวลาเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่ง ครม.ก็อาจจะดำเนินการตามนี้ โดยเฉพาะมาตรา 9 (2) ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติ กรณีเมื่อ ครม.เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยแท้ และ (4) ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณา และมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรออกเสียง และได้แจ้งเรื่องให้ ครม. โดยเฉพาะ (4) รัฐสภาก็ได้ส่งเรื่องมายัง ครม.แล้ว ซึ่งเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 11 เพราะเห็นว่า หากทำพร้อมวันเลือกตั้งจะเป็นการประหยัดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีส่งความเห็นตามข้อกฎหมายไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 11 ประกอบมาตรา 9 (2) และ (4) ซึ่งกฤษฎีกาก็ไม่ได้ทักท้วง
นายภราดรกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการยกเลิก MOU 43-44 ที่ไม่สามารถทำประชามติได้นั้น เนื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทักท้วง เพราะมองว่าจะทำให้มีผลผูกพันกับรัฐบาลหน้า ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 เกี่ยวกับข้อห้ามของรัฐบาลรักษาการ
เมื่อถามว่า เรื่อง MOU จะอธิบายสังคมอย่างไร เนื่องจากถูกบรรจุอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่เคยแถลงต่อรัฐสภา แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้ นายภราดรกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีความจริงใจและแสดงให้เห็นมาตลอด ว่าจะทำคำถามประชามติเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากอุบัติเหตุ เราจึงถามไปที่กฤษฎีกาว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาบอกว่าทำไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงไม่สามารถทำการใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้

