‘บวรศักดิ์’ แจงเหตุส่งคำถามประชามติของครม. เหตุต้องการช่วยรัฐสภา หลังพบสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. – กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สอนมวย ‘สมชัย’ เคยอ่านกม.ประชามติมาตรา 11 วรรคท้ายหรือไม่ เหตุเปิดช่องให้เข้าคูหาน้อยกว่า 60 วันได้ช่วยประหยัดงบแผ่นดิน 4 พันล้าน – ช่วยชาวบ้าน และกกต.ไม่ต้องเสียเวลาถึง 2 ครั้งที่ต้องจัดการเลือกตั้งแยกจากประชามติ ขณะที่เอ็มโอยู 43-44 ยันรัฐบาลทำให้แล้ว แต่กฤษฎีกาติงขัดรธน.มาตรา 169
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ทำเนียบ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ ครม. มีมติเห็นชอบคำถามประชามติคำถามแรกเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งคำถามประชามติ ของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4) ที่ระบุว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ส่งไปที่ กกต.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า ครม. ได้อาศัย พ.ร.บ.ประชามติ และฉบับแก้ไข 2568 มาตรา 9 วรรคสอง (4) และ มาตรา 11 วรรคท้าย สามารถกำหนดวันทำประชามติแม้ระยะเวลา ไม่ถึง 60 วัน และทำพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ได้ และยังเห็นว่าช่วยประหยัดงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาท ในกรณีหากต้องจัดแยกกับวันเลือกตั้ง รวมถึงยังช่วยประชาชนไม่ต้องไปใช้สิทธิ์ ถึง 2 ครั้ง และหากไม่ไปครั้งใดครั้งหนึ่งก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการเลือกตั้ง และยังช่วย กกต. ไม่ต้องจัดเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ที่เสียทรัพยากรต่างๆ อีกจำนวนมากด้วย
ส่วนสาเหตุที่ ครม.ส่งคำถามไปสองคำถาม คือของ ครม. ใช้ช่องทางกฎหมายประชามติ มาตรา 9 (2) และ มาตรา 11 วรรคท้าย ที่ระบุว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” และส่งคำถามประชามติของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4) ที่ระบุว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568
เนื่องจากคำถามจากรัฐสภา อาจสุ่มเสี่ยง ว่าไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามกฎหมายประชามติ ตามมาตรา 16 ที่ระบุว่า การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “เห็นชอบ” ไม่สามารถใช้คำว่า “เห็นด้วยหรือไม่” ตามข้อเสนอของรัฐสภาได้ ทั้งนี้ หากส่งคำถามของรัฐสภาเพียงอย่างเดียว และ กกต.ตีตก มีปัญหากันหมด และประชาชนก็จะเสียโอกาสในการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับวันเลือกตั้ง
“ครม.จึงส่งคำถามเข้าไปประกบคำถามของรัฐสภาและยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจ และตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่ตกลงไว้ตามเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน และสอดรับการการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกด้วย” นายบวรศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชามติพร้อมกัน กับวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้เพราะระยะเวลาไม่ถึง 60 วันเพราะผิดกฎหมายประชามติ และอาจทำให้เป็นโมฆะ และ ครม.และ กกต. ต้องชดใช้เงินกว่า 3 พันล้านบาท นายบวรศักดิ์กล่าวว่า นายสมชัยเคยอ่านกฎหมายประชามติ มาตรา 11 วรรคท้าย ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568 หรือเปล่า ขณะที่เรื่องดังกล่าวนี้ตนก็หารือกับ กกต. ตั้งแต่พบกันเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.แล้วไม่มีปัญหาอะไร
นายบวรศักดิ์ยังกล่าวถึงเรื่องการทำประชามติเพื่อ ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 2544 หรือไม่ ตนมีความเห็นเช่นเดียวกับ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีนายนพดล อินนา ส.ว. เป็นประธาน แต่เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนุญมาตรา 169 (1) เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติเรื่องที่มีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดใหม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ไม่ทำ เพราะถ้าทำแล้วเกิดความเสี่ยงว่าเป็นไปตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็จะทำให้การลงประชามติเสียไปได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ผิดคำพูด และได้ทำตามนโยบายที่แถลงไว้แล้ว แต่ติดขัดตรงมีปัญหาต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) ตามที่คณะการกฤษฎีกาให้ความเห็นมา

