หน้าแรก การเมือง ทวี แฉ เงินสะ...

ทวี แฉ เงินสะพัด USDT หวั่นกระทบค่าเงินบาท กลายเป็นทุนดำซื้อเสียง เลือกตั้ง69

18.12.25 | 14:18 น.

ทวี แฉ เงินสะพัด USDT หวั่นกระทบค่าเงินบาท กลายเป็นทุนดำซื้อเสียง เลือกตั้ง69

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โฑสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Tawee Sodsong – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า “รัฐบาลอนุทิน” ทำไมปล่อยให้ คริปโท เอื้อ “ทุนสีเทา”?

จากรายงานประจำเดือนของ ก.ล.ต. มีข้อสังเกตถึงความผิดปกติในตลาดคริปโทไทย ที่มีปริมาณซื้อขายสะพัดกว่า 100,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยเฉพาะเหรียญ USDT (Tether) มีสัดส่วนพุ่งจากเดิม 40% พุ่งไปแตะ 52% คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 52,000 ล้านบาทต่อเดือน ภายหลังจากมีรัฐบาลชุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ตามกระบวนการบาหลี (Bali Process) หรือกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติฯ ระบุชัดเจนว่า อาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเป็นสากลมากขึ้น อาชญากรแสวงหาวิธีใหม่ๆ ในการปกปิดทรัพย์สิน โดยเฉพาะการใช้ “เงินตราเข้ารหัสลับ” (Cryptocurrency) ที่ทำงานนอกระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถทำธุรกรรมโดยไม่ปรากฏชื่อและปราศจากการแบ่งปันข้อมูลระบุตัวตน

ซึ่ง USDT คือ เงินคริปโท และ “Stablecoin” ที่นิยมใช้เป็นตัวกลางในการย้ายเงินข้ามประเทศและฟอกเงิน เพราะมูลค่าคงที่และตรวจสอบปลายทางยาก หากประเมินจากรายงานฯ ปริมาณการเทรดที่สูงขนาดนี้ แต่ดัชนีคริปโทโดยรวมไม่ได้หวือหวา อาจสะท้อนว่านี่คือการ “ใช้กระดานเทรดเป็นทางผ่าน” เพื่อแปลงเงินสดสีเทา ให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

Advertisement

การที่รัฐบาลปล่อยให้มีบัญชีคริปโทกว่า 200,000 บัญชีที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบกำกับดูแล คือการเปิดโอกาสให้เกิดการ “ฟอกเงิน” ตามวงจร 3 ขั้นตอน

1.การนำเงินเข้าสู่ระบบ : แปลงเงินสีเทาจากการทุจริตหรือเครือข่ายอาชญากรรมเป็น USDT
2.การสร้างธุรกรรมหลายชั้น : โอนย้ายผ่าน Cold Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศเพื่อลบร่องรอย
3.การผสานกลับ : นำเงิน “สะอาด” กลับมาใช้สร้างอิทธิพลทางการเมืองหรือบั่นทอนเศรษฐกิจ

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่ามี “เงินปริศนา” ไหลเข้าทำลายกลไก เม็ดเงินที่ไหลผ่านเงินคริปโท เช่น USDT หลักหมื่นล้าน อาจเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้ค่าเงินบิดเบือนจนเกินปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจริง จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ทุบสถิติในรอบหลายปี ส่งผลให้ภาคส่งออกไทยสูญเสียรายได้มหาศาล

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “การทำงานแบบแยกส่วน” ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเอกสารแนวนโยบายฯ เตือนว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงิน ในขณะที่อาชญากรเคลื่อนเงินผ่านเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ปปง., ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, ก.ล.ต., ธปท. และหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง ที่ขอเรียนว่า “หน่วยข่าวกรองทางการเงิน” ของไทย กลับถูกปล่อยให้ “ข้อมูลไม่คุยกัน” แบบ Real-time แต่กลับต้องรอการขอเอกสารเป็นรายเคส

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือช่วงเวลาที่ USDT พุ่งสูงขึ้นนี้ สอดรับกับกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อมูลจากกระบวนการบาหลีชี้ว่า “ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญคือ เมื่อลักษณะการใช้ชีวิตหรือการใช้จ่ายไม่ตรงกับแหล่งรายได้”

เงินปริศนาที่ไหลผ่านคริปโทอาจไม่ใช่เพื่อการลงทุน แต่มีลักษณะของการเอื้อประโยชน์เตรียมการ “ซื้อเสียงเลือกตั้ง” เพื่อเปลี่ยน “ทุนมืด” ให้เป็น “อำนาจรัฐ” กระแสการใช้เงินสีเทาเป็นอาวุธบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายรากฐานประชาธิปไตยโดยตรง

ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลนายอนุทิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและคำแนะนำของกระบวนการบาหลี

1.รัฐบาลต้องดำเนินการ “ติดตามเงิน” (Follow the Money) มุ่งเป้าไปที่ผลกำไรซึ่งเป็นสิ่งที่อาชญากรให้คุณค่ามากที่สุด

2.บูรณาการข้อมูล : ต้องทำลายการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างตำรวจ พนักงานอัยการ และหน่วยข่าวกรองทางการเงิน

3.กู้คืนสินทรัพย์ : ต้องใช้มาตรการยึดและริบทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรการนำเงินไปลงทุนซ้ำในอาชญากรรม

ในโลกที่เงินข้ามพรมแดนได้ในไม่กี่วินาที การนิ่งเฉยคือการเปิดประตูบ้านให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาฟอกอำนาจ ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้ว่า “ไม่รู้” หรือ “รู้แต่เลือกที่จะเปิดทาง” กันแน่?