หน้าแรก การเมือง วิเคราะห์‘เซฟ...

วิเคราะห์‘เซฟโซน’ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์3พรรคใหญ่

21.12.25 | 09:44 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อแต่ละพรรคการเมืองระดับใหญ่ที่จัดทำบัญชีรายชื่อ ส.ส. ให้เกิดความลงตัวและข้อขัดแย้งให้น้อยที่สุด รวมทั้งลำดับที่ปลอดภัยของลำดับที่อยู่ในเซฟโซน

ผศ.นพพร ขุนค้า
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.ราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

กล่าวถึงพรรคภูมิใจไทยที่ไปขน ส.ส.บ้านใหญ่เข้ามาเยอะนั้น การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์คงลำบากมากกว่าพรรคอื่นๆ ต้องจัดลำดับกันให้ดีๆ ดูดบ้านใหญ่เข้ามาเยอะก็ต้องเรียงลำดับตามความสำคัญว่าใครควรจะอยู่อันดับไหนอย่างไร รักษาความปรองดองกันภายในพรรค

ส่วนพรรคประชาชนจะเห็นว่ามีเทคนิค จัดให้ ส.ส.บางคนที่อยู่แบบเขตเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ อาจจะมีกลุ่มผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของคดีอยู่ที่ ป.ป.ช. กรณียื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงแก้ปัญหาด้วยการไม่เอาลงสมัคร ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งเอามาไว้ที่ปาร์ตี้ลิสต์ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอะไรขึ้นมาก็จะได้เลื่อนลำดับ หรือแม้กระทั่งการมองไปที่หลังการเลือกตั้ง หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือพรรคร่วม จะได้เอากลุ่มที่คิดว่าอาจจะเป็นรัฐมนตรีไปอยู่ทางด้านท้ายบ้างก็มี คือการแยกฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารกันไป โดยไม่ได้หวังว่าจะได้เป็นผู้แทนแต่หวังว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างนี้ก็มี

Advertisement

ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่า ใครที่ใกล้ชิดกับผู้มีบารมีในพรรคอาจจะอยู่ในลำดับต้นๆ การจัดลำดับความสำคัญก็จะลำบากเพราะว่าทุกคนจะไม่อยากอยู่กลางๆ หรือท้ายๆ ต้องยอมรับว่าคะแนนความนิยมในพรรคเพื่อไทยอาจจะตกลงมาบ้าง ฉะนั้นแล้วคะแนนในบัญชีรายชื่อจึงอาจจะไม่ได้เท่าเดิม

ทำให้กรรมการบริหารพรรคแต่ละพรรคต้องมีกลยุทธ์วางเกม มองไปถึงวันข้างหน้าว่าตอนนั้นจะอยู่กันที่ประมาณเท่าไหร่ และต้องตอบแทนบิ๊กเนมที่ยังเหลืออยู่ โดยคำนึงว่าอาจจะได้ไม่เท่าเดิม รวมทั้งดูกลุ่มดาวสภา มีบทบาทช่วยทำให้พรรคทำงานได้ก่อน ต้องจัดในลำดับต้นๆ

ย้อนกลับไปฟังคำพูดของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่า กรรมการบริหารพรรคควรจะฟังรอบด้านและดูให้ดีๆ แล้วใครบางคนที่มีโอกาสได้นั่งเป็นรัฐมนตรีแน่นอนแล้วก็จะเอาไปไว้ที่ท้ายๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่สำคัญ เพียงแต่แยกออกจากกัน

ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร การจัดลำดับรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์จะบ่งบอกอะไรหลายอย่าง แต่ละพรรคมีกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนกัน สำหรับเซฟโซนที่คาดการณ์ เช่น พรรคประชาชนและเพื่อไทย แม้คะแนนจะตกลงมาบ้างแต่ก็ยังมีแฟนคลับเหนียวแน่นเลือกพรรค รวมถึงพรรคที่มีการเสริมทัพเข้ามามากๆ เซฟโซนก็ยังคาดว่าลำดับน่าจะต่ำกว่า 20 ลงมา หากเกินจากนี้ต้องบอกว่าหืดขึ้นคอ

เมื่อดูจากผลโพลคะแนนนิยมในทุกพรรคไม่ค่อยดีแม้แต่พรรคส้มเคยกระแสดี หากไปสำรวจจริงๆ ก็ไม่ได้ดีเท่าเดิม หากบอกว่าพรุ่งนี้จะมีการเลือกตั้งก็ยังมีกลุ่มคนที่บอกว่าไม่รู้จะเลือกพรรคอะไรยังมีอีกเยอะ ตรงนี้คือสะวิงโหวต แต่ละพรรคต้องช่วงชิงเอาไปให้ได้จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง ทำให้มองว่าเซฟโซนที่ปลอดภัยที่สุดจึงอยู่ในลำดับต่ำกว่า 20 ถือว่าปลอดภัยที่สุด ยิ่งพรรคใหญ่มีโอกาสได้เข้าสภาสูง

ยังมีอีกพรรคที่จะไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้ คือพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากตัวอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งที่แล้วได้มา 3 ในครั้งนี้โอกาสที่จะถึง 20 ก็ลำบาก จึงมองว่าพรรคนี้เซฟโซนลำดับ 7-8 ถือว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว ขณะที่พรรคกล้าธรรม คะแนนนิยมในตัวพรรคอาจจะไม่ค่อยมีมาก โดยกล้าธรรมจะไปเน้นที่ ส.ส.เขตมากกว่า มองได้ว่าคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะกระจายกันไป ไม่มีพรรคไหนได้คะแนนอย่างท่วมท้นมาก ต่างกระแสตกกันทั้งหมด

ส่วนพรรคการเมืองที่จะจัดปาร์ตี้ลิสต์นั้น ตามหลักการต้องจัดบุคคลที่เหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถในการทำงานนิติบัญญัติและในสภาไว้ลำดับแรกๆ การมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองกับนโยบายของพรรค จึงมีระบบการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว

แต่ในความเป็นจริงการนำมาจัดลำดับความสำคัญนั้น อยู่ที่ว่ากลุ่มไหนมีว่าที่ ส.ส.ในมือเยอะ เป็นกลุ่มบ้านใหญ่เยอะ จะถูกให้ความสำคัญ พรรคการเมืองไทยชอบทำแบบนี้ หากพรรคไหนมองว่ามีโอกาสได้เป็นรัฐบาล หรือร่วมรัฐบาลแน่นอน ก็อาจจะแบ่งลำดับจัดให้กลุ่มว่าที่รัฐมนตรีไปไว้ลำดับท้ายๆ ส่วนกลุ่มที่อยากทำงานในสภาเป็นหลักก็เอาไว้ต้นๆ แต่โดยหลักแล้วบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในกระบวนการนิติบัญญัติก็ควรที่จะอยู่ในลำดับต้นๆ

ส่วนพรรคที่มีบิ๊กเนมเข้ามามากๆ เมื่อได้ลำดับไม่ดีแต่ในภายภาคหน้าหากไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ต้องมองว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ จะมีการเยียวยากันไป

ต้องพูดกันตรงๆ ระดับบิ๊กเนมไม่ได้อยากเป็น ส.ส. แต่เขาอยากเป็นรัฐมนตรีมากกว่า

แต่หากไปจัดลำดับที่ไม่ให้ความสำคัญ และภายภาคหน้าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีด้วย อาจจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ การร่วมกันในพรรคอาจจะลำบาก จะมีเรื่องพวกนี้ในกรณีกลุ่มบิ๊กเนม ผู้มีบารมีในพรรคต้องหนักใจในการจัดลำดับ แม้กระทั่งการจัดผู้สมัครลงแบบเขต ต้องมองว่าจะมีการจัดทับซ้อนกันหรือไม่ คนไหนได้ไปลงเขตแล้วต้องมาหาที่ลงให้กับอีกคนในบัญชีรายชื่อ ฉะนั้นแล้วก็ต้องเยียวยาโดยตำแหน่งอื่นในภายหน้า

พูดกันแบบตรงๆ ว่า การเมืองไทยอุดมการณ์พรรคการเมืองยังไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่มองกันว่าพรรคไหนได้เปรียบในการเลือกตั้ง มีทรัพยากรในมือเยอะก็จะย้ายไปอยู่กับพรรคนั้น อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

ที่น่าเป็นห่วงต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ จากกระแสของทุกพรรคที่ตกลง เกรงว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้ทรัพยากรทางการเมืองกันสูง ต้องฝากถึงพี่น้องประชาชนให้การเลือกตั้งทุกครั้งเป็นการเลือกอนาคตของประเทศเราเอง ก็ต้องขอให้เลือกตั้งกันดีๆ ไม่สนับสนุนการทุจริต การซื้อสิทธิขายเสียง อย่างที่เราได้ติดตามข่าวและอาจเคยได้ยินว่ามีทุนเทาเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมืองหรือไม่ พึงระวังให้ดี ถ้าหากทุจริตแล้วได้อำนาจไป สุดท้ายประเทศเราก็จะติดอยู่ในบ่วงของการคอร์รัปชั่น อย่างที่ได้เห็นกันในทุกวันนี้

มองภาพรวมแล้ว การที่ภูมิใจไทยพร้อมทุกด้าน โอกาสอยู่ที่หัวตารางเบียดกันกับพรรคประชาชน ใน 2 พรรคนี้ก็คงจะช่วงชิงกันในลำดับ 1 หรือ 2 และเพื่อไทยก็อาจจะอยู่เป็นหนึ่งในสามกลุ่มหัวตารางนี้ เซฟโซนของภูมิใจไทยไม่น่าเกิน 15 ลำดับแรก กระแสไม่ได้มีคะแนนนิยมมาก จึงได้ไปเน้นที่การเลือกตั้งในระบบเขตมากกว่า ส่วนพรรคส้มนั้นให้เซฟโซนไว้ที่ประมาณ 20-25 ที่นั่ง และเพื่อไทยไม่เกิน 20 ที่นั่ง

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

บรรยากาศการเมืองในขณะนี้ไม่ใช่เพียงว่าใครจะชนะหรือแพ้ แต่เป็นการทดสอบเชิงโครงสร้างของระบบเลือกตั้ง พรรคการเมือง และความสามารถในการแปลงคะแนนนิยม หรือการหยิบฉวยเอาสถานการณ์ความไม่สงบให้กลายเป็นอำนาจทางการเมือง การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นสนามสอบสติปัญญาทางการเมือง พอๆ กับการพิสูจน์พลังมวลชน เพราะในสนามที่กติกาซับซ้อน ผู้ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายที่เสียงดังที่สุด แต่คำนวณได้แม่นที่สุด และผิดพลาดน้อยที่สุด ถูกฉายให้เห็นมาแล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนแบบซับซ้อนหลายชั้น ทั้งเสถียรภาพรัฐบาลเดิม ความขัดแย้งเชิงนโยบาย สงคราม และแรงกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันก็เปลี่ยนจากการเมืองสองขั้วไปสู่การเมือง 3 ขั้ว ฉากทัศน์แบบ 3 ขั้วนี้ไม่ได้ทำให้สนามเลือกตั้งเปิดกว้างขึ้น หากแต่ทำให้พื้นที่ผิดพลาดแคบลง พรรคใหญ่จะหวังผลการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์แบบเดิมคงเป็นไปได้ยากขึ้น หรือแม้แต่อุดมการณ์ทางการเมืองที่แบ่งขวา-ซ้าย เป็นพรรคอนุรักษนิยม กับพรรคหัวก้าวหน้าก็อาจไม่ชัดเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน

ภายใต้โครงสร้าง 3 ขั้วเช่นนี้ สิ่งที่เริ่มร้อนแรงก่อนการหาเสียงไม่ใช่นโยบาย หากแต่เป็นบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ต่างเผชิญแรงกดดันภายในอย่างหนัก จากคำถามเดียวกันว่าใครควรอยู่ลำดับไหน และลำดับใดคือเซฟโซน นัยแห่งความหมายของบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่เพียงลิสต์ของผู้แทน แต่เป็นลายแทงแห่งอำนาจภายในพรรค ที่ทุกชื่อมีนัยทางการเมือง

ทุกลำดับคือคำตอบว่าพรรคให้คุณค่ากับใคร การรวบอำนาจ และการจัดวางคนใกล้ชิดขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ ชี้ให้เห็นว่าบัญชีรายชื่อกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบอำนาจภายในมากกว่าการคัดสรรตัวแทนของสังคมในความหมายของบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลอดภัยทางตัวเลข หากแต่เป็นพื้นที่ยืนยันความเป็นศูนย์กลางของอำนาจในพรรคว่าใครมีสถานะเป็นแกนกลาง และใครที่มีสถานะแค่วงโคจร

ระบบการเลือกตั้งที่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 100 คนทำให้ความหมายของคำว่าลำดับปลอดภัยอาจเปลี่ยนไป พรรคที่ชนะเขตถล่มทลายย่อมมีแนวโน้มได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์น้อยลง นี่คือความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่ทำให้พรรคใหญ่ต้องคิดให้ลึกและมีชั้นเชิงกว่าการจัดลำดับตามอาวุโส ชื่อเสียง เจ้าของกระสุน ตลอดจนแรงต่อรองภายใน

หันไปที่พรรคเพื่อไทย หากพรรคเชื่อว่ามีโอกาสชนะ ส.ส.เขตจำนวนมาก การจัดบัญชีรายชื่ออาจใช้ตรรกะเดิมว่าต้องอัดบิ๊กเนมไว้หัวแถวให้มากที่สุด เพราะยิ่งชนะเขตมาก โควต้าปาร์ตี้ลิสต์ยิ่งหดตัวลง การเสนอแคนดิเดตนายกฯหลายราย รวมถึงบุคคลจากตระกูลการเมืองเดิม อาจสร้างความมั่นใจให้ฐานเสียงเก่า แต่เพิ่มความกดดันภายในพรรคเชิงการจัดวางลำดับบัญชีรายชื่อที่อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่คือปัญหาคลาสสิกของพรรคใหญ่ภายใต้กรอบสถาบันนิยมใหม่ ไม่สามารถตอบสนองแรงกดดันทุกด้านพร้อมกันได้ การเลือกดันคนคุ้นชื่อ ขึ้นลำดับต้นๆอาจทำให้คนทำงานจริงหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่รู้สึกถูกปิดประตูใส่ ขณะที่การเปิดพื้นที่ให้พลังใหม่มากเกินไปก็เสี่ยงต่อแรงต้านจากโครงสร้างเดิมภายในพรรค ดังนั้น พรรคเพื่อไทยอาจต้องเปิดบิ๊กเนมทำหน้าที่สัญลักษณ์พรรค แต่ก็ต้องเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เพื่อรีแบรนด์พรรคด้วย

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเผชิญโจทย์ที่ต่างออกไปพรรคนี้วางเกมชัดเจนในการกวาด ส.ส.เขตผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่และผู้สมัครที่มีฐานคะแนนแข็งแรงในระดับจังหวัด มีแนวโน้มชนะ ส.ส.เขตจำนวนมาก จะทำให้โควต้าบัญชีรายชื่อหดแคบลง ที่นั่งอาจเหลือเพียง 5-8 คน ทำให้บัญชีรายชื่อของภูมิใจไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอบใจคนแพ้เขต แต่เป็นพื้นที่สำรองทางอำนาจ ควรหลีกทางให้คนที่ “จำเป็นต่อการต่อรองรัฐบาล”

การเมืองแบบบ้านใหญ่ก็มีต้นทุน หากรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์เต็มไปด้วยชื่อที่สังคมรับรู้ในฐานะผู้จัดการพื้นที่มากกว่านักนโยบาย พรรคจะเสียโอกาสในการดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากพื้นที่เขตเมืองและชนชั้นกลาง นี่คือจุดสมดุลที่พรรคภูมิใจไทยต้องตัดสินใจว่า บัญชีรายชื่อควรทำหน้าที่เสริมเขต หรือเสริมภาพลักษณ์ระดับชาติ หรือเพื่อไว้ปลอบใจ มากกว่ากัน

ส่วนพรรคประชาชนคืออีกขั้วหนึ่งที่เผชิญแรงกดดันต่างรูปแบบ แม้พรรคมีคะแนนนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่และโหวตเตอร์ในเขตเมืองสูง แต่ระบบเลือกตั้งไม่ได้ให้รางวัลกับกระแสเพียงอย่างเดียว หากไม่สามารถแปลงคะแนนนิยมเป็นชัยชนะในเขตเลือกตั้งได้จริง ลำดับบัญชีรายชื่อจึงเป็นเดิมพันที่สูง

พรรคประชาชนถูกคาดหวังให้สะท้อนความคิดใหม่มากกว่าการเมืองแบบประนีประนอม การจัดบัญชีรายชื่อจึงไม่ใช่เพียงการจัดลำดับบุคคล แต่เป็นการสื่อสารเชิงคุณค่าอันเป็นความคาดหวังคือการได้เห็นบุคคลซึ่งไม่ประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง หากลำดับต้นๆ เต็มไปด้วยบุคคลที่สังคมมองว่าเป็นชนชั้นนำใหม่ที่ห่างไกลจากชีวิตจริง ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่ม ไม่ใช่นักสู้เชิงอุดมการณ์ พรรคก็อาจสูญเสียทุนทางศีลธรรมที่เป็นจุดแข็งสำคัญที่สุดของตนเองได้ อีกทั้งอาจต้องลดทอนข้อกล่าวหาว่าเป็นบัญชีที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ลำดับชั้น ความใกล้ชิด ความไว้วางใจมากกว่าคุณสมบัติ มิฉะนั้นจะเป็นการเดินเข้าใกล้ตรรกะแบบคณะกรรมการกลางหรือโปลิตบูโรในระบบสังคมนิยม เป็นผลของการคัดเลือกจากบนลงล่างที่มีนัยของการสืบทอดอำนาจ พรรคประชาชนจึงต้องทบทวนระหว่างการรักษาสมดุลระหว่าง “คนรุ่นบุกเบิก” กับ “คนรุ่นใหม่” ที่สามารถรองรับความคาดหวังจากสังคมและสะท้อนคุณภาพ ไม่ใช่การจัดวางเชิงอำนาจ

ในทางหลักการทุกพรรคจึงต้องคำนึงถึงความสมดุลบนหลักการที่ว่าพรรคที่ใช้ตรรกะภายในมากเกินไป ย่อมพ่ายแพ้ต่อพรรคที่จัดคนด้วยตรรกะของผู้เลือกตั้ง เพราะต้องไม่ลืมว่าการได้มาซึ่งอำนาจต้องได้รับอนุญาตจากผู้คนในสังคมก่อน

เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่องเซฟโซน ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคซึ่งชนะ ส.ส.เขตจำนวนมากจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลง จะเห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแต่ละพรรคอย่างชัดเจน พรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงกวาด ส.ส.เขตจากฐานเสียงเดิมและเครือข่ายพื้นที่ โควต้าปาร์ตี้ลิสต์ย่อมหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้คะแนนรวมประเทศยังสูงก็ตาม จึงควรอยู่ที่ชื่อราว 8-12 คน โดยลำดับ 18 เป็นเซฟโซนจริง

พรรคภูมิใจไทยต่างออกไป แม้มุ่งชนะเขตผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่ แต่โครงสร้างคะแนนไม่ได้เอียงไปทางเขตถล่มทลายเพียงด้านเดียว การประเมินอยู่ที่ราว 10-15 คน และลำดับ 1-10 ถือว่าปลอดภัยค่อนข้างสูง ส่วนพรรคประชาชนมีแนวโน้มได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงแต่ชนะเขตจำกัด การประเมินอยู่ที่ประมาณ 15-20 คน ทำให้ลำดับ 1-15 เป็นเซฟโซนที่มั่นคงกว่าเมื่อเทียบกับพรรคใหญ่อื่น

สรุปพรรคที่เซฟโซนแคบสุดคือพรรคที่ชนะเขตมาก จะได้ปาร์ตี้ลิสต์น้อย อาจได้แก่พรรคภูมิใจไทย รองลงมา พรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคประชาชนเซฟโซนน่าจะกว้างที่สุดหวังพึ่งพาคะแนนรวมประเทศเป็นหลัก

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นบัญชีรายชื่ออาจไม่ได้สะท้อนเพียงความกลัวของคนเก่า หรือความหวังของคนใหม่ หากแต่ว่าพรรคใหญ่ในยุคปัจจุบันควรให้คุณค่ากับอะไรเป็นลำดับแรก ระหว่างชื่อเสียง อำนาจต่อรอง หรือความสามารถในการเชื่อมต่อกับสังคม ดังนั้น การเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่ตัดสินว่าใครครองอำนาจได้ยาวนานที่สุด แต่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินว่าพรรคใดเข้าใจกลไกอำนาจได้ดีที่สุด เพราะในวันที่บัญชีรายชื่อไม่ใช่รางวัลปลอบใจอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่สะท้อนตัวตนของพรรคอย่างแท้จริง

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มมร.ล้านนา

การจัดอันดับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยมตัวบุคคลของแต่ละพรรคเป็นสำคัญ ถ้าเป็นคนเด่น คนดัง เป็นที่ยอมรับของประชาชน มีโอกาสได้จัดลำดับต้นๆ หากพรรคไหนได้รับชัยชนะ ส.ส.เขตมากเท่าไร ส่งผลให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ได้รับเลือกน้อยลงมากเท่านั้น ทุกพรรคจึงพยายามเก็บรักษาบุคคลสำคัญหรือบิ๊กเนมที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคไว้ในลำดับต้นๆ ไม่เกิน 30-40 คนของผู้สมัคร 100 คน

แต่การเลือกตั้งปี 2569 ต่างจากเลือกตั้งปี 2566 สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก มีเรื่องอุทกภัยทั่วประเทศ และภัยสงครามสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ก่อกระแสความรักชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลกระทบ 3 พรรคใหญ่ ทั้งพรรคประชาชน ภูมิใจไทยและเพื่อไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ประชาชนสามารถสัมผัสได้

การวางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ละพรรคจำเป็นต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว ที่มีส่วนดูแลช่วยเหลือประชาชนเรื่องอุทกภัยและสงครามดังกล่าว ไม่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ดังนั้นว่าที่ผู้สมัครต้องมีท่าทีชัดเจนและเอกลักษณ์โดดเด่น ผสมผสานกับบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาสาธารณสุข อย่างลงตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลทางการเมืองให้มากที่สุด ไม่วางน้ำหนักไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ดังกล่าว

ที่สำคัญว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องไม่ใช่นายทุนพรรค มีผลประโยชน์แอบแฝง ส่วนโอกาส ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าสู่สภาแต่ละพรรคนั้น ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขได้ อาจได้กระจายกันไป แต่ความนิยมพรรคเป็นเครื่องสะท้อนว่าใครควรเข้าไปนั่งทำหน้าที่ในสภาทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่า ส่วนอันดับที่น่าปลอดภัยของพรรคขนาดใหญ่ เฉลี่ย 15-20 คน ที่เหลือเป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ตามลำดับ

ในสถานการณ์ดังกล่าว พรรคประชาชนประเมินได้ ส.ส. 250 คน จาก 500 คน พรรคเพื่อไทย 200 คน พรรคภูมิใจไทย 150 คนนั้น ถ้ารวมกันมี ส.ส. 600 คนแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นทุกพรรคมีโอกาสได้ ส.ส.เฉลี่ยกันไป ไม่มีถล่มทลายหรือแลนด์สไลด์