หน้าแรก การเมือง ช่อ ลุยฟ้องเพ...

ช่อ ลุยฟ้องเพจดัง-คนแชร์ เฟคนิวส์ปมกางแผนรบไทย-กัมพูชา ย้ำไม่เคยเปิดข้อมูลกระทบมั่นคง 

22.12.25 | 10:45 น.

ช่อ พรรณิการ์ หอบหลักฐาน ลุยฟ้องเพจดัง โพสต์เฟคนิวส์ ปม กางแผนรบ ป้องสิทธิตนเอง ยันไม่เคยเปิดข้อมูลกระทบมั่นคง วอนปชช.ใช้วิจารณญาณ พร้อมยันไม่ฟ้อง ดังพันกร ชี้เป็นสิทธิ

จากกรณีมีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ที่บิดเบือน ใส่ร้ายว่า น.ส.พรรณิการ์ วานิช เรียกร้องให้ทหารเปิดเผยแผนการรบต่อสาธารณะ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และถูกแชร์ต่อเป็นวงกว้าง จนก่อให้เกิดความเสียหาย น.ส.พรรณิการ์ จึงเดินทางเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่สร้างและเผยแพร่เฟคนิวส์ดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ธันวาคม ที่ สน.ทองหล่อ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า นำหลักฐานข้อความในเฟซบุ๊ก เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมในโลกออนไลน์ ที่ว่า “จะรบกันไปถึงเมื่อไหร่ ทหารต้องกางแผนที่ออกมาและเปิดเผยแผนการรบให้ประชาชนประชาชนทราบ ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568” ในข้อหา หมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และการที่มาแจ้งความเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง ปกป้องการเลือกตั้งที่ตะเกิดขึ้น โดยจะฟ้อง 4 แอคเคาต์ คือ แอคเคาต์ต้นเรื่อง คือ “เพจหมึกซึม” และบุคคลที่แชร์ต่อ

โดน น.ส.พรรณิการ์ ยืนยันว่า ตนไม่เคยพูดข้อความ ในวันและเวลาดังกล่าว เพราะวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เพราะวันดังกล่าวตนไม่ได้ไปออกรายการไหน ตนนั่งทำงานตลอดทั้งวัน และไม่ได้สัมภาษณ์กับใครเลย ฉะนั้นข้อความนี้เป็นข้อมูลเท็จ และเป็นข่าวปลอม ที่จงใจให้เกิดความเสียหาย เพราะมีคนนำไปแชร์ต่ออีกหลายคน ซึ่งบุคคลที่แชร์ต่อมีทั้ง นักการเมืองที่มีตำแหน่งเป็นอดีตโฆษกพรรค / แอ๊กเคาต์ IO ทหาร / และอดีตนักดนตรี ที่มีการนำไปแชร์ต่อและลงแคปชั่นที่บิดเบือน ด่าทอตนเอง ที่ว่า ขายชาติ

Advertisement

นอกจากนี้ ยัง มีการนำคลิปจากรายการ ถกไม่เถียง ที่ตนไปออกรายการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งวันนั้น ตนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายอนุทิน และตอนนั้นสถานการณ์ชายแดนยังไม่มีการรบระลอกใหม่และยังไม่มีการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง ซึ่งคำพูดที่ถูกนำมาบิดเบือนนั้นคือช่วงที่ว่าต้องการให้ “รัฐบาลอนุทินกางแผนปราบสแกมเมอร์ และที่บอกว่า จะรบให้จบนั้น จบอย่างไร แต่ไม่ต้องบอกรานละเอียกแผนที่การรบ ไม่อยากทราบ เพราะถ้าต้องบอกละเอียดจะทำให้คู่กรณีทราบ” ซึ่งข้อความดังกล่าวถูกนำไปตัดต่อบิดเบือนคำพูดที่ตนพูดทันทีว่าไม่อยากทราบแต่ก็ถูกตัดต่อออกไป

น.ส.พรรณิการ์ ขอให้ประชาชนไตร่ตรองว่าทำไมพรรคประชาชน ถึงจับคู่ให้เป็นอยู่ฝั่งฮุนเซน ทำไมถึงใส่ร้ายให้เป็นคนพวกขายชาติ ให้ไทยเสียเปรียบ อยากจะขอให้ประชาชนมองย้อนกลับไป ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่ฮุนเซนกลัวว่าพรรคจะชนะการเลือกตั้ง จึงปล่อยเฟคนิวส์ว่า พิธาจะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ ตนมองว่าเป็นการแทรกแซงการเลือกตั้งของประเทศไทยในปี 2566 ซึ่งเรื่องนั้นก็จบไปเพราะว่าพรรคก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ตนอยากจะสื่อว่า พรรคประชาชน เป็นคนที่ออกมาเปิดโปงเรื่อง เบนสมิธ และการที่เปิดโปงภาพถ่ายกับนักการเมืองต่างๆ แทบจะหมดประเทศที่ถ่ายรูปคู่กับฮุนเซน แต่ทำไมคนที่ออกมากลับถูกกระบวนการใส่ร้ายป้ายสีสร้างเฟคนิวส์ ตนจะขอความเป็นธรรมและขอให้พี่น้องประชาชนไตร่ตรองข้อมูลที่ได้รับ เพราะในระยะเวลาที่ใกล้สู่การเลือกตั้ง จะมีเฟคนิวส์ หรือ ขบวนการ IO ออกมาเรื่อยๆ รวมถึงขอฝากไปถึง กกต. ให้เข้ามาจัดการเรื่องเฟคนิวส์ข้อมูลเท็จให้เหมือนกับการซื้อเสียง กกต.ควรจับการซื้อเสียง

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง ทหารแนวหน้าหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์บอกว่า ขอพูดตรงๆ จากใจว่า ในขณะที่พี่น้องทหารแนวหน้าต้องเผชิญความเสี่ยง เหยียบกับระเบิดแทบทุกวัน ต้องเสียสละชีวิตและรอคอยอยู่ที่บ้าน มีทหารจำนวนไม่น้อยที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการสู้รบที่ผ่านมา แต่กลับยังมี “IOทหาร” บางกลุ่มที่กระทำการเช่นนี้ ตนอยากถามว่า ได้คำนึงถึงพี่น้องทหารแนวหน้าที่พลีชีพไปหรือไม่ และสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่นั้น คือหน้าที่ของทหารจริงหรือไม่ หน้าที่ของทหารที่แท้จริงซึ่งพี่น้องประชาชนทั้งประเทศชื่นชม คือการเสียสละ ปกป้องประเทศชาติ ต้องจากครอบครัว ลูก เมีย และบ้านเรือน ไม่ใช่การปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังให้กับพรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของทหารแต่อย่างใด

ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการด้านความมั่นคง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาแล้วกว่า 2 ปี ตนได้ทำงานร่วมกับทหารในทุกระดับ และพบว่าทุกคนมีจุดยืนร่วมกัน คือ ผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีใครตั้งคำถามว่าจะต้องปกป้องประชาชนหรือไม่ เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องปกป้อง และต้องสนับสนุนให้ทหารแนวหน้ามีกำลังรบและงบประมาณที่เพียงพอ เนื่องจากอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดซื้อ เราไม่มีเงินนอกระบบหรือเงินผิดกฎหมายเหมือนบางฝ่าย เราทำทุกอย่างเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงดูแลความปลอดภัยด้านอาหารของทหารแนวหน้า

สถานการณ์ชายแดน แม้วันนี้อาจหยุดการสู้รบ แต่ในอนาคตก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งอีก ชายแดนจะปลอดภัยได้อย่างไร ขณะที่กับระเบิดยังคงมีอยู่จำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการกู้ให้หมด ตนและคณะกรรมาธิการจึงพยายามผลักดันการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบตรวจจับ เพื่อลดความเสี่ยง และลดจำนวนทหารที่ต้องออกลาดตระเวนในพื้นที่อันตราย

ตนขอยืนยันว่า ในทุกการให้สัมภาษณ์ ตนไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ไม่เคยพูดถึงการลบข้อมูลแผนที่หรือข้อมูลอ่อนไหวใดๆ ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล และยืนยันว่า ไม่มีใครต้องการไปเข้าข้างฮุน เซน แต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่เพจของ “ดังพันกร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.3 ล้านคนได้มีการแชร์ข่าวปลอมนี้ด้วยนั้น น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า ได้เข้าไปคอมเมนต์ชี้แจงในเพจคุณดังแล้วและหวังว่าประชาชนที่เข้าไปติดตามในเพจคุณดังจะได้เห็นข้อเท็จจริง ส่วนตัวคุณดังจะว่าอย่างไรก็เป็นสิทธิของคุณดัง และยืนยันว่าตนจะไม่ฟ้องคุณดังแน่สบายใจได้

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าการฟ้องนั้นเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นเสรี หรือไม่ บอกว่า ตนเป็นนักการเมืองที่ถูกด่ามากที่สุดและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกด่า แต่ไม่เคยฟ้องใคร ยกเว้น น.ส.ปารีณา ที่มากล่าวหาว่า ตนเป็นพวกเดียวกับที่วางปาระเบิดกรุงเทพฯ ครั้งนั้นที่ฟ้องก็บอกว่าเป็นเรื่องที่รุนแรง จึงฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิรวมถึงครั้งนี้ก็จะเป็นการฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิของตน และปกป้องการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นจริง เพราะเฟคนิวส์ครั้งนี้ไม่ใช่ฟรีสปีด ตนเองจะฟ้องหมด ไม่ว่าใครที่เป็นคนแชร์