ไทย-กัมพูชา ถกจีบีซีนัดแรก 30 นาที ทภ. 2เปิดภาพจรวด BM-21 ถล่มมั่ว สื่อนอกสำรวจ 4 จุดเสียหาย ‘สีหศักดิ์’ ถกทูตไทยทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญาการสู้รบบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) หรือ จีบีซีไทย-กัมพูชา เริ่มประชุมวันแรก จากที่กำหนดจัดระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2568 จากนั้น จะเป็นการประชุมจีบีซีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย-กัมพูชา เป็นประธานร่วม ในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สำหรับการประชุมวันนี้ ฝ่ายไทยนำโดย พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ร่วมประชุมกับฝ่ายเลขานุการฯกัมพูชา โดยใช้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นสถานที่ประชุม ทั้งนี้ การประชุมใช้เวลาประชุมเพียง 30 นาที โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด
สำหรับแนวทางการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ ฝ่ายไทยต้องการชี้ถึงพฤติกรรมที่กัมพูชาละเมิดกติกาสากล 5 ข้อ คือ 1.การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (ครอบครองผลิตใช้ทุ่นใหม่) 2.ใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทหาร 3.ใช้ชุมชนเป็นที่ตั้งยิงอาวุธหนัก/ย้ายกลับชุมชนหลังยิง 4.ใช้อาคารพลเรือนเป็นที่ตั้ง/คลังอาวุธ (รวมถึงอาคารที่เชื่อมโยงสแกมเมอร์/กาสิโนถูกใช้ทางทหาร) และ 5.ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์และเป็นเครื่องมือกล่าวหาเมื่อเกิดความสูญเสีย ทั้งนี้ หากการหารือฝ่ายเลขาฯไม่สามารถตกลงกรอบสำคัญเชิงเทคนิคได้ เช่น การวางกำลัง และรายละเอียดที่ทำให้หยุดยิง ฝ่ายไทยก็จะไม่ประชุมจีบีซีและลงนามในวันที่ 27 ธันวาคมนี้
วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 เปิดภาพความเสียหายจากการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ที่ตกกระจายเป็นวงกว้างในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน วัด และโรงเรียน สะท้อนหลักฐานที่ยากจะปฏิเสธว่า การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เป็นการใช้กำลังโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย และขาดมาตรการคุ้มครองพลเรือน อันเข้าข่ายการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน การอ้างคำว่าสันติภาพเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงถูกมองว่าเป็นวาทกรรมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ในบริบทดังกล่าว เมื่อพลเรือนกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรง สันติภาพที่กัมพูชากล่าวอ้างจึงถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจ หลายฝ่ายเห็นพ้องว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำเรื่องสันติภาพเป็นฉากบังหน้าให้กับการใช้กำลังที่ปราศจากความรับผิดชอบ
ด้าน พ.อ.ภาสกร ปลอดในเมือง รองผู้บังคับการกรมพัฒนาที่ 2 ได้อำนวยความสะดวกแก่คณะผู้สื่อข่าวจากประเทศจีน China Media Group (CMG) ในการลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงและสำรวจความเสียหายในพื้นที่ชุมชน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยมีจุดตรวจสำคัญ จุดที่ 1 บ้านของนายดร ปัจฉาพันธ์ (ผู้เสียชีวิต) ณ บ้านหนองเม็ก หมู่ 4 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จุดที่ 2 หลุมหลบภัย กองทุนหทัยทิพย์ ความจุประมาณ 40 คน ณ บ้านภูมิซรอลใหม่ หมู่ 12 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จุดที่ 3 โรงเรียนบ้านพรทิพย์ ณ หมู่ 6 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จุดที่ 4 บ้านเรือนประชาชน 6 หลัง ได้รับความเสียหายรุนแรง ณ บ้านเสาธงชัย หมู่ 1 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ทั้งนี้ คณะผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์และสอบถามข้อมูลจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลจากพื้นที่สะท้อนว่า การโจมตีด้วยกำลังทางทหารของฝ่ายกัมพูชาส่งผลต่อพื้นที่พลเรือน ซึ่งเป็นชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทยกัมพูชา มิใช่เป้าหมายทางทหาร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นวงกว้าง ผลกระทบที่ปรากฏชัด ได้แก่ ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน, โครงสร้างพื้นฐานชุมชนได้รับความกระทบกระเทือน, พื้นที่เกษตรเสียหายเป็นบริเวณกว้าง กระทบต่ออาชีพและรายได้ของครัวเรือนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอน ทำให้เด็กและเยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษาและเกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะต่อเนื่อง
ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ถ้อยแถลงของกัมพูชา เป็นการกล่าวอ้างที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และสะท้อนความพยายามโยนความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ก่อขึ้นมาให้ฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรม
“ขอยืนยันว่าการปฏิบัติการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ภายใต้หลักความจำเป็น ตามสัดส่วน และการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีนโยบาย หรือการกระทำใดที่มุ่งโจมตีพลเรือน บ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติตามที่ถูกกล่าวหา ในทางตรงกันข้าม เป็นฝ่ายกัมพูชาที่มีพฤติกรรมยั่วยุ ใช้กำลังทางทหาร และเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอ้างแผนที่ฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ขณะที่ข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยกระทำอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม หรือฝ่าฝืนข้อตกลงสันติภาพนั้น เป็นถ้อยคำที่ปราศจากหลักฐาน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใด สะท้อนถึงการใช้วาทกรรมทางการเมืองมากกว่าการยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศ” พล.ต.วินธัย กล่าว
กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว ว่า เข้าสู่วันที่ 17 ปฏิบัติการตอบโต้และรักษาอธิปไตย การปฏิบัติการในพื้นที่แนวรบทั้ง 3 แนวรบ ในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นที่โล่ง ไม่มีฐานที่มั่นหรือกำบังที่มีความแข็งแรง ง่ายต่อการเป็นพื้นที่โจมตี อีกทั้งฝ่ายกัมพูชายังใช้พื้นที่ของพลเรือนเป็นที่ตั้งทางทหารในการโจมตี โดยฝ่ายไทยยึดควบคุมได้ทั้ง 3 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา 2.พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง และ 3.พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง สำหรับปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ฝั่งปอยเปตยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ซึ่งเข้าสู่ช่วงที่ไทยริเริ่มการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในกรอบจีบีซีไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่การหยุดยิง เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่ กต.จะดำเนินการชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ ถึงจุดยืนและแนวทางของไทย โดยเฉพาะจากการที่ไทยได้รับบทเรียนในการปะทะกับกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จนถึงครั้งนี้ ทำให้ไทยต้องการเห็นความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ข้อตกลงหยุดยิงที่จะเกิดขึ้น มีความยั่งยืนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้
“ซึ่งในเวลา 16.00 น. วันนี้ (24 ธันวาคม 2568) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการ กต. ได้เป็นประธานการประชุมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก เพื่อชี้แจงพัฒนาการของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ปัจจุบัน และมอบนโยบายให้กับผู้แทนไทยเพื่อไปชี้แจงท่าทีดังกล่าวกับมิตรประเทศ รวมทั้งเป็นการติดตามความคืบหน้ากับสถานเอกอัครราชทูตที่เกี่ยวข้อง ถึงความคืบหน้าของขั้นตอนดำเนินการต่างๆ ที่ กต.ได้ส่งหลักฐานไปยังองค์การระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ยังคงพบหลักฐานการใช้ทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไทยคาดหวังว่า ประเทศแซมเบีย ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 23 จะดำเนินการตามที่ไทยร้องเรียน ซึ่งในขณะนี้ ท่าทีของแซมเบียต่อไทยในประเด็นดังกล่าวเป็นไปด้วยดี รวมทั้งไทยจะดำเนินการเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ในกรอบกฎหมายสากลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย” นางมาระตี กล่าวและว่า ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ทุ่นระเบิด เป็นเรื่องที่ กต.จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และไม่ปล่อยให้เงียบหายไปอย่างแน่นอน

