หน้าแรก การเมือง ศาลกัมพูชา สั...

ศาลกัมพูชา สั่งยุติการสอบสวน คดีอุ้มหาย ‘วันเฉลิม’ หลังคดีไม่คืบกว่า 5 ปี

25.12.25 | 11:37 น.

ศาลกัมพูชา สั่งยุติการสอบสวน คดีอุ้มหาย ‘วันเฉลิม’ หลังคดีไม่คืบกว่า 5 ปี

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิประสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหว และผู้ลี้ภัยทางการเมือง ในฐานะผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้รับแจ้งจากทนายความกัมพูชาว่า ศาลแขวงกรุงพนมเปญได้ออกหมายแจ้งการสิ้นสุดการสอบสวน ในคดีอุ้มหายนายวันเฉลิม ถึง น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม ลงนามโดยผู้พิพากษาไต่สวน โดยเนื้อหามีใจความว่า การไต่สวนในข้อหาการจับกุม และการกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการครอบครองอาวุธโดยผิดกฎหมาย ได้สิ้นสุดลงแล้ว

มูลนิธิประสานวัฒนธรรม ระบุว่า การส่งหมายแจ้งความคืบหน้าดังกล่าว นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่สิตานันได้เดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อให้การด้วยวาจา และยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายวันเฉลิม จำนวน 177 หน้า ต่อศาลกรุงพนมเปญ หลังจากได้รับหมายเรียกครั้งที่ 2

โดยคดีนี้ เป็นคดีอาญาหมายเลข 4832 ที่นายวันเฉลิม ถูกคนร้ายใช้อาวุธบังคับขึ้นรถยนต์ และถูกอุ้มหายไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 กลางกรุงพนมเปญ บริเวณหน้าแม่โขงการ์เดนส์ คอนโดมิเนียมที่นายวันเฉลิมพักอยู่ โดยมีการใช้กำลัง ใช้อาวุธ และบังคับให้นายวันเฉลิมขึ้นรถตู้สีดำออกไป จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรมแต่อย่างใด

มูลนิธิประสานวัฒนธรรม ระบุว่า เป็นเวลามากกว่า 5 ปีที่ครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีของนายวันเฉลิมอย่างถี่ถ้วน และโปร่งใส แม้ว่าจะมีหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพการอุ้มหาย และมีพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ แต่ทางการกัมพูชากลับล้มเหลวในการสืบสวนสอบสวน นำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และมีการยุติการแสวงหาความจริงต่อนายวันเฉลิม การกระทำเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อกัมพูชาเสียเอง ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนที่อยู่ในรัฐของตน ได้รับความปลอดภัย และได้รับการพิจารณาคดี พร้อมทั้งหาตัวผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุดมาลงโทษได้

“คำสั่งศาลกัมพูชาในวันนี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาเลือกที่จะเมินหน้าหนีการแสวงหาความจริงที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ โปร่งใส และอำนวยความยุติธรรมต่อทุกคนในรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา พวกเราพยายามให้เบาะแส เดินทางไปพนมเปญ และร้องต่อเจ้าหน้าที่ทุกระดับเพื่อให้ตามหาวันเฉลิม การได้รับเอกสารที่ระบุว่าการสอบสวนสิ้นสุดลงแล้ว โดยที่ไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของกฎหมาย แต่มันคือการดูหมิ่นผู้ถูกบังคับสูญหาย และครอบครัวที่ยังรอคอย สำนวนคดีอาจถูกปิดลงได้ แต่ชีวิตคนหนึ่งคนจะถูกลืมไม่ได้ เราจะเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมผ่านทุกช่องทางที่มี จนกว่าเราจะทราบชะตากรรมของต้าร์ และผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษ การตามหาของพวกเราจะไม่มีวันสิ้นสุดลงเพียงเพราะคำสั่งศาลฉบับเดียว” น.ส.สิตานันกล่าว

Advertisement

น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การปิดการสอบสวนโดยไม่มีการเปิดเผยขั้นตอนกระบวนการต่อครอบครัว หรือทนายความ รวมถึงไม่มีการระบุผู้กระทำความผิด หรือไม่ยอมรับความเป็นจริงเรื่องการบังคับสูญหาย แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมของกัมพูชากำลังเอื้อให้ผู้กระทำผิดลอยนวล โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการปราบปรามข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทิ้งให้ครอบครัวที่รอคอยความหวังต้องอยู่อย่างไร้คำตอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

มูลนิธิประสานวัฒนธรรมระบุว่า ประเทศกัมพูชาเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (ICPPED) ตั้งแต่ปี 2556 ทำให้มีพันธกรณีผูกพันต่ออนุสัญญาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 คณะกรรมการว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (CED) ได้ส่งข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observation) CED/C/KHM/CO/1 ไปยังประเทศกัมพูชา ภายในเอกสารตอนหนึ่ง มีการระบุถึงความกังวลต่อกรอบกฎหมายที่ยังไม่เพียงพอในการประกันว่ากรณีการบังคับสูญหายจะได้รับการสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอัตโนมัติ (ex officio) อย่างทันท่วงที และรอบด้าน แม้จะไม่มีการยื่นคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการก็ตาม รวมทั้งการรับประกันสิทธิของครอบครัวผู้สูญหายในการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ดังที่สะท้อนให้เห็นจากกรณีวันเฉลิม ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีที่อยู่ภายใต้การดำเนินการเร่งด่วน (urgent actions) ของคณะกรรมการ CED ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้กัมพูชาเร่งค้นหาวันเฉลิม และดำเนินการสอบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง ทันท่วงที รอบด้าน มีประสิทธิผล และเป็นกลาง

ทั้งนี้ การบังคับสูญหาย ไม่ใช่แค่การปิดปากโดยทำให้บุคคลที่เห็นต่างจากรัฐหายไปเท่านั้น แต่การกระทำเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้สูญหาย โดยเฉพาะในทางจิตใจ ที่ไม่สามารถทราบชะตากรรมของผู้เป็นที่รัก และเมื่อการบังคับสูญหายคือการลบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สูญหาย และพฤติการณ์ของการกระทำให้สูญหาย นั่นหมายความว่า โอกาสที่ครอบครัวจะได้รับการเยียวยาทางจิตใจจากการทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิด รวมทั้งทราบตัวผู้กระทำผิด ยิ่งเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การบังคับสูญหายยังถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนทั้งสังคม ด้วยการสร้างความหวาดกลัวให้กับบุคคลทั่วไปในการวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามต่อรัฐ

ยิ่งกว่านั้น กรณีการบังคับสูญหายวันเฉลิม ยังอาจสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างรัฐในการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression-TNR) เห็นได้จากการที่วันเฉลิมลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา แต่กลับถูกบังคับสูญหายในประเทศปลายทางดังกล่าวในขณะที่ลี้ภัยอยู่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชากลับนิ่งเฉย และปฏิเสธต่อการละเมิดสิทธิครั้งนี้ จนกระทั่งมีคำสั่งยุติคดีโดยศาลกัมพูชา