ปชน. ยัน อ่านครบทุกบรรทัด พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน ชี้ มารร้ายอยู่ในรายละเอียด
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือ พ.ร.บ.Financial Hub ที่ประเทศไทยควรจะเป็นและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดทุนเทาได้ ว่า พรรคประชาชนสนับสนุนและอยากเห็นภาพ Financial Hub เกิดที่ประเทศไทยอย่างมียุทธศาสตร์ ส.ส.พรรคประชาชน อ่านกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากอ่านทุกบรรทัดแล้ว เรายังต้องอ่านระหว่างบรรทัดอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องวิเคราะห์ไปถึงความเสี่ยงของการต่อจิ๊กซอว์กฎหมายหลาย ๆ อันเข้าด้วยกันอีก เพราะเวลาเขียนกฎหมาย คงไม่มีใครเขียนหรอกว่า ขอเปิดช่องให้ทุนเทาเข้ามาฟอกเงิน และกฎหมายที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็แน่นอนว่า ไม่มีข้อยกเว้น ต้องปฏิบัติตาม AML/CFT ของ ปปง. ทุกประการอยู่แล้ว
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ทุกวันนี้คืออะไร ทุนเทาเข้ามายึดประเทศไทย ทุนเทายึดตลาดทุนไทย ทุนเทายึดบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ ทุนเทายึดโบรกเกอร์ ทุนเทายึดคริปโตเอ็กเชนจ์ในประเทศไทย และทุนเทายังเคยพยายามที่จะเข้ามาซื้อแบงก์รัฐแล้วด้วยซ้ำไป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายที่ไม่มีข้อยกเว้น ต้องปฏิบัติตาม AML/CFT ของ ปปง. ทุกประการ ด้วยกันทั้งสิ้น
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราเห็นศักยภาพและโอกาสของประเทศไทยในการเป็น Financial Hub แต่ถ้าพูดถึงแต่โอกาสด้านเดียว คงไม่ได้อยู่กับโลกความเป็นจริง เพราะทุกวันนี้ความเสี่ยงมีให้เห็นประจักษ์มากกว่า และทุกอย่างต้องดูในรายละเอียด ดังคำกล่าวว่า The Devil is in the details คือ มารร้ายอยู่ในรายละเอียด” ซึ่งจริงมากๆ สำหรับเรื่องนี้
ปัญหาไม่ใช่ว่า ตั้ง Financial Hub ดีหรือไม่ แต่มียุทธศาสตร์อย่างไร ไม่ใช่ทำทุกด้านและจะสร้างระบบธรรมาภิบาลอย่างไร ให้นักลงทุนเชื่อมั่น ซึ่งต้องไม่ใช่ยกเว้นกฎหมาย และตีเช็คเปล่าให้กับคณะกรรมการพิเศษที่ฝ่ายการเมืองแต่งตั้ง ครอบงำได้ง่าย มากำกับแทน ตามร่างที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยเสนอมา
นอกจากจะอ่านระหว่างบรรทัดแล้ว ตนยังวิเคราะห์เห็นความเสี่ยงของการต่อจิ๊กซอว์ ของกฎหมายหลายๆอันเข้าด้วยกันอีกด้วย ทุกคนคงได้เห็น ความพยายามผลักดันร่างกฎหมาย/มติ ครม. 3 เรื่อง ดังนี้
1. ร่าง พ.ร.บ. Financial Hub 2. มติคณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการให้กระทรวงการคลังออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบโทเคน (G-Token) และ 3. ร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex (กาสิโน)
แต่คงนึกไม่ถึงว่าถ้าเอามาต่อเชื่อมโยงกัน อาจมีความเสี่ยงสูงมากต่อการเปิดช่องระบบการเงินเอื้อให้ทุนเทาเข้ามาได้ง่าย
ร่าง พ.ร.บ. Financial Hub มาตรา 36 ยกเว้นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ที่ใช้กำกับธุรกิจการเงินถึง 7 ฉบับ โดยตีเช็คเปล่าให้คณะกรรมการพิเศษ (OSA) ซึ่งโครงสร้างคณะประกอบด้วยคนที่ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งหรือควบคุมได้ง่าย ให้สามารถทำได้เบ็ดเสร็จทั้งออกใบอนุญาต ทั้งเขียนกฎกติกา และทั้งกำกับดูแล
นายชัยวัฒน์ย้ำว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือถ้าทุนเทาซื้อนักการเมืองที่มีอำนาจนี้ไปได้ ก็สามารถเปิดทางสะดวกออกใบอนุญาตให้ธุรกิจการเงินสีเทาเข้ามาตั้งธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย มิหนำซ้ำยังให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 51 – 55 สามารถนำคนต่างด้าวเข้ามาในอยู่ในไทยได้อย่างสะดวกให้ OSA อนุญาตได้เลยโดยไม่ต้องขอ work permit และยังยกเว้นการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดไม่นับเป็นกรรมสิทธิ์ต่างด้าว เปิดช่องให้คนต่างชาติในเครือข่ายทุนเทาที่เราได้เห็นในรูปถ่ายกับนักการเมืองหลายๆ คน เข้ามาอยู่ในประเทศไทยซื้อคอนโดหรูฟอกเงินได้เต็มที่
และที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับการเปิดช่องนี้ คงหนีไม่พ้นธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทุกคนทราบดีว่าคริปโตหรือสเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องมือที่ใช้ โยกย้ายเงินเทาข้ามประเทศได้ในพริบตา
เมื่อเอาจิ๊กซอว์มาต่อกับการทำ “MOU หมกเม็ด” ไปเมื่อมีนาคม 2567 ที่ลงนามกับต่างชาติที่มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทมากมายที่มีข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนเทา (ตามที่สำนักข่าวอิศรารายงาน) เพื่อเปิด sandbox หรือพื้นที่ทดลอง ภายใต้คำสวยหรูว่า “ฮับธุรกิจดิจิทัล” ลงนามโดยปลัดกระทรวง โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคไหนทุกคนคงรู้ดี
ทำไปเพื่ออะไรประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เป็นสิ่งที่เกิดให้เห็นมาแล้ว ทุนเทามาซื้อบริษัทหลักทรัพย์ไทย ทุนเทามาซื้อธุรกิจคริปโตไทย และทุนเทาเชื่อมโยงกับบริษัทคริปโตที่หลอกประชาชนสแกนม่านตา แถมยังจังหวะเหมาะกับการออก มติ ครม. ที่อนุมัติหลักการให้กระทรวงการคลังออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบโทเคน (G-Token) ซึ่งออกตามมาในเดือน พ.ค. 2567 ด้วยความบังเอิญ
และอย่าลืมว่า กาสิโน ที่ถูกผลักดันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูก่อนจะเกิดเหตุการณ์ “ฮัลโหล อังเคิ่ล” ของรัฐบาลในอดีตนั้น คือ พื้นที่ฟอกเงินชั้นดี นึกภาพ คน 2 คน เข้ากาสิโนไป สามารถใช้กาสิโนเป็นเครื่องมือทำให้คนหนึ่งเล่นได้ อีกคนเล่นเสีย ยักย้ายถ่ายเทเงินระหว่างกันแบบไร้ร่องรอย หรือแม้แต่ “เสกเงิน” ที่เพิ่มขึ้นให้มีที่มาจากการพนันเท่าไหร่ก็ได้
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ประเทศที่เป็น Financial Hub ได้จริงนั้น ต้องมีการกำกับดูแลที่นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นก่อน ดังในประเทศที่เป็นนิติรัฐ นิติธรรม กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ หน่วยงานกำกับทำงานอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา“
ยกตัวอย่าง ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากเอาเงิน ออกไปบริหารที่สิงคโปร์ สร้างงานสร้างรายได้ที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมหาศาล คงไม่ใช่เพราะรักสิงคโปร์ แต่เพราะเชื่อมั่นในระบบกฎหมายที่ชัดเจน การเมืองไม่แทรกแซง การกำกับดูแลน่าเชื่อถือ การคุ้มครองทรัพย์สินและความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่เพราะสิงคโปร์ยกเว้นกฎหมาย เราต้องปรับปรุงการกลไกกำกับดูแลของบ้านเราให้ดี ไม่ใช่ยกเว้นกฎหมาย เพื่อดึงเงินคนไทยและคนต่างชาติ มาบริหารที่ประเทศไทย
พรรคประชาชน สนับสนุนและอยากเห็นภาพ Financial Hub เกิดที่ประเทศไทยอย่างมียุทธศาสตร์ และต้องดึงดูดนักลงทุนคุณภาพมาสร้างการเติบโต ไม่ใช่ดึงดูดเงินเทาเข้ามายึดรัฐ ครองประเทศ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น สิ่งที่ต้องจ่ายคงหนีไม่พ้นเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทย
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กังวลว่า พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เปิดช่องทุนเทา โดยระบุว่า “ก่อนวิพากษ์วิจารณ์ อ่านกฎหมายให้ชัด การตั้งคำถามจากจินตนาการแง่ลบ ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ”

