⦁…สมัครรับเลือกตั้งกันไปเรียบร้อยทั้ง “ส.ส.พื้นที่เขต” และ “บัญชีรายชื่อ” การจัดชื่อลงปาร์ตี้ลิสต์ดูจะสะท้อนชัดว่าแต่ละพรรคคิดอะไรอยู่ พรรคใหญ่ 3 พรรคแตกต่างกันชัดเจน “เพื่อไทย” สบายๆ ที่สุด เอา “แคนดิเดตนายกฯ” มาไว้อันดับต้นๆ ตามที่คนที่จะทำหน้าที่สำคัญในสภา ไล่ลำดับจาก “ตัวเก๋า ตัวกลั่น” ที่จะมีบทบาทหลัก และในส่วนที่คุมเสียง “ส.ส.” ตามด้วยคนรุ่นใหม่ที่วางไว้เป็นอนาคต ก่อนปิดท้ายด้วย “กลุ่มที่เตรียมไว้เป็นรัฐมนตรี” เป็นพรรคที่ไม่มีแรงกดดันอะไรมากนักในการวางตัว
⦁…ส่วน “ภูมิใจไทย” ชัดเจนว่าแม้จะเป็น “บ้านใหญ่” เหมือนกัน แต่อันดับจัดด้วยความพร้อมเรื่อง “กระสุนดินดำ” ที่เป็นปัจจัยหลักที่พรรคใช้สู้รบ ไล่เลียงกันไปแบบรู้กันทันทีว่า “ใครศักดิ์ศรีเหนือกว่าใคร” สำหรับตัวหลักส่วนใหญ่ “ลงพื้นที่เขต” อันเป็นฐานที่มั่นหลักที่ต้องยึดกุม
⦁…ที่คิดเยอะหน่อยเป็น “พรรคประชาชน” นอกจากเรียงตามผลงานการทำหน้าที่ที่ผ่านมาแล้ว เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ของ “นิติสงคราม” ของ “รัฐพันลึก” การวางตัวผู้สมัครจึงซับซ้อน หลบเลี่ยงความเสี่ยงต่อ “คุณภาพในการทำหน้าที่ในสภา” ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนอาจจะเพื่อ “พลิกมาเป็นรัฐมนตรี” หากได้เป็น “รัฐบาล” แต่หากไม่ได้เป็น เพราะจัดตั้งไม่ได้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่จะต้องหลุดจากบทบาทในสภา
⦁…การหาเสียงเลือกตั้ง เข้าสู่ “โหมดดีเบต” เข้มขึ้น ที่ “พรรค TOP 5, TOP 10” ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะจะได้รับเชิญก่อน แต่อย่างว่า “ดีเบต” เป็น “เกมชิงไหวชิงพริบ” และวัดกันที่ “ความรู้ ความคิดในการตอบคำถามเฉพาะหน้า” ขึ้นกับ “จุดอ่อน จุดแข็ง” ของทั้ง “ตัวแสดง” และ “ของพรรค” ไม่แปลกที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะตีกินสบายๆ ในทุก “ผลโหวตหลังดีเบต” เพราะ “พรรคประชาชน” ทำการบ้านหนักมาทุกปัญหาของประเทศ ทุกคนในพรรคผ่านการติวเข้มให้ตอบได้ทุกคำถามด้วย “ข้อมูลและหลักคิดเดียวกัน” โอกาสหลุดจึงมีน้อยกว่า ยิ่ง “3 แคนดิเดต” แบ่งเรื่องกันชัดเจน “ความคม-ความลึก” ยิ่งหวังผลได้เหนือกว่ามากขึ้น ที่สำคัญคือเป็น “พรรคที่สดใหม่” ไม่มีอะไรเป็นรอยด่างให้ถูกสวนกลับ
⦁…สำหรับ “นายแบก นางแบก” ทั้งหลายแห่ง “เพื่อไทย” ที่เทความหวังไปที่ “ลูกชายเจ๊แดง” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในภาพของ “คนรุ่นใหม่ที่บุคลิกทรงเสน่ห์ เป็นที่เลื่องลือในคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ” อาจจะหงุดหงิดกับ “ผลโพลหลังดีเบต” เรตติ้งไม่โลดโผนเหมือนใน “โหมดให้สัมภาษณ์หรือปราศรัยที่ผ่านมา” หากมองแบบคิดหาทางแก้ ไม่เอาแต่ดันทุรังตามที่อยากให้เป็น จะเห็นข้อจำกัดบางอย่าง ทั้งเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวทางการเมืองที่ยังน้อย และเกิดจากเงื่อนไขของพรรคที่มีกรอบบางอย่างที่ทะลุออกมาไม่ได้
⦁…ว่าไปแล้ว นักการเมืองที่มีความสามารถในเชิงไหวพริบพลิกแพลงคำตอบให้เป็นประโยชย์กับตัวเองมากที่สุดคือ “ผู้ที่บอกว่าไม่ถนัดดีเบต” เพราะการแสดงออกที่ผ่านมาชัดเจนว่า “พลิ้วไปได้ในทุกคำถาม” ที่เรียกว่า “ไม่จนไมค์” คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ไม่กล้าขึ้น “เวทีดีเบต” น่าจะเป็นเพราะ “เวทีที่ต้องชัดเจนในสำนึกประชาธิปไตย” สำหรับ “พรรคภูมิใจไทย” มีภาพของพฤติกรรมที่ง่ายต่อการถูกลากไปสู่ “มุมลบ” ง่ายเกินไป การเลี่ยงขึ้นเวทีด้วยเหตุผล “ไม่ถนัดดีเบต” จึงเป็น “ความฉลาดเชิงปฏิภาณ” อีกรูปแบบหนึ่ง
⦁…หลังหลุดจนเลอะไปหลายประเด็น โอกาสบนเวทีดีเบตของ “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” คงน้อยลง จากนี้ไป อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงขึ้นมาแทนถาวร และน่าจะมี สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ทะลุเรตติ้ง ขึ้นมาอยู่ในแขกรับเชิญหลักก่อนทุกพรรคจะไปทุบกันด้วยอาวุธหนัก เอากันตาย บน “เวทีปราศรัยใหญ่” ปิดการหาเสียง







