หมายเหตุ – นักวิชาการได้สะท้อนความเห็น ทางออก และข้อเสนอแนะ กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป และการทำประชามติ กำหนดในวันเดียวกัน 8 กุมภาพันธ์ แต่ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ไม่กว้างขวาง อีกทั้งกฎหมายกำหนดให้ทำประชามติพร้อมกันวันเดียวทั่วประเทศ แตกต่างจากวันเลือกตั้งที่ให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การลงประชามติโดยหลักการแล้วถือว่าสำคัญมาก ในการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองไทยในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา หากดูปัญหาการออกกฎ ระเบียบ กติกาของ กกต.ที่จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย โดยหลักการแล้วยังไม่สามารถกระตุ้นประชาชนให้ความสำคัญ ให้ความสนใจต่อการลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประการต่อมาการรณรงค์ประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เคลื่อนไหว พรรคการเมืองต่างๆ มีน้อยมาก ที่จะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เว้นแต่พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทยบางส่วน ส่วนพรรคการเมือง
อื่นๆ ดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญเลย
มาดูทางด้านประชาชน ช่วงนี้อยู่ในสถานการณ์ไปเลือกตั้งกันเยอะมาก อาทิ เลือกตั้งนายก อบต. และสมาชิกสภา อบต. หลังจากนั้นจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบเขตเลือกตั้ง เลือกบัญชีรายชื่อ และลงประชามติไปด้วย กระบวนการให้ความรู้ รวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่จะรณรงค์เกี่ยวกับการลงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น กกต. พรรคการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม หรือองค์กรทางด้านการศึกษา ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการลงประชามติ คิดว่าความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ยังน้อยเกินไป และอยู่ในกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง แต่ประชาชนทั่วๆ ไปยังไม่ได้รับข้อมูลในเรื่องนี้ หรือได้รับน้อยเกินไป ดังนั้น การลงประชามติในครั้งนี้อาจจะไม่เป็นไปตามคาดหวังของสังคม ที่อยากให้มีการลงประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้านการประชาสัมพันธ์ลงประชามติเห็นว่าน้อยไป กกต.ก็อ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถรณรงค์การไปลงประชามติได้ เพราะกลัวว่าจะเป็นการแทรกแซง ประการต่อมาพรรคการเมืองเอง แม้มีมติร่วมกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่ในภาคปฏิบัติน้อยมาก องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญก็เคลื่อนไหวน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังให้ความสำคัญน้อยลงไปอีก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
การลงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ในเรื่องนี้ กกต.อ้างว่าประหยัดในเรื่องงบประมาณ แต่การลงประชามติอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน ความสนใจของประชาชน ประเมินว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.มากกว่า จนทำให้ประเด็นการลงประชามติมองข้ามความสำคัญไป ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก
ส่วนกติกาของ กกต.ในการลงประชามติ ในเรื่องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารน้อย ส่งผลให้ประชาชนไม่เห็นความสำคัญว่า ทำไมต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปโทษประชาชนก็ไม่ได้ เพราะความรู้หรือข้อมูลมีน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องมากกว่า ทำไมนักการเมือง พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเคยเรียกร้องมาโดยตลอดว่า พรรคการเมือง นักการเมืองจะต้องรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสำคัญกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งในเรื่องนี้พรรคการเมือง นักการเมืองให้ความสำคัญน้อยมาก การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนมองว่าทำเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ทำให้ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในการลงประชามติในครั้งนี้ กลัวว่าจะเกิดความสับสนเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้จะเห็นว่า เมื่อมีการเลือกตั้งจะมีบัตรเสียจำนวนมาก ทำให้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไม่เข้าใจการเลือกตั้ง แต่ในวันนั้นจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ส.ส.เขตเลือกตั้ง และลงประชามติอีก มองว่าเป็นเรื่องของการประหยัดงบประมาณ แต่ยังไม่มีการให้ความรู้ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าวิธีการเลือกตั้งนั้นมีความสำคัญ และมีความแตกต่างกันมาก
หากมองไปแล้วการเลือกตั้ง ส.ส. ทุกคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะให้ความสำคัญของตัวเองมากกว่า หากไม่มีใบสั่งการลงประชามติ ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนก็จะไม่สนใจ การหาเสียงก็จะเน้นเฉพาะตัว เฉพาะพรรคเป็นเรื่องหลัก ส่วนการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญปล่อยเป็นเรื่องธรรมชาติ
หากมีกระบวนการจัดตั้งเพื่อให้การลงประชามติไม่ผ่าน อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เพราะประชาชนเองมีข้อมูลน้อย ส่วนนักการเมืองต้องการเอาตัวเองรอด ในที่สุดการลงประชามติปล่อยไปตามธรรมชาติ ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สามารถวางกลเกมส์ได้เหมือนกัน เพื่อไม่ให้ประชามติผ่าน
ถ้าการลงประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่าน มีผลเสียเยอะ ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปิดประตูตาย ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกอย่างหยุดหมดเลย พูดง่ายรัฐธรรมนูญปี 2560 จะถูกใช้ไปอีกนาน ส่งผลให้การเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤตแบบนี้ไปอีกนานเช่นกัน จนกว่าจะมีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะใครจะมาเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเป็นไปไม่ได้ เพราะมีการลงประชามติไปแล้วประชาชนไม่เห็นด้วย
สำหรับข้อเสนอแนะ อยากให้องค์กรต่างๆ พรรคการเมือง ให้ข้อมูลประชาชนมากที่สุดว่า การลงประชามติคืออะไร ทำไมประชาชนต้องไปลงประชามติ และทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไรบ้าง โดยให้ข้อมูลรอบด้านและทั่วถึง โดยให้ประชาชนสามารถใช้ดุลพินิจตัวเองในการตัดสินใจ เมื่อไปลงประชามติ
เมื่อประชาชนตื่นตัวน้อยในเรื่องการลงประชามติ โอกาสไม่ผ่านก็เยอะ เพราะกระแสสังคมตั้งคำถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญทำไม ร่างเพื่อใคร แล้วปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจ ทำไมนักการเมืองไม่ให้ความสำคัญ พอเป็นแบบนี้ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปค่อนข้างยาก เพราะคนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังกระจุกตัวอยู่ที่คนบางกลุ่มเท่านั้น และยังไม่กระจายข้อมูลความรู้ไปถึงประชาชนจำนวนมาก เกี่ยวกับความสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คงต้องมาลุ้นกัน หากประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติสมควรร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีหลักประกันเบื้องต้น เพราะประชาชนอยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นแรงกดดันให้ ส.ว.เสียง 1 ใน 3 หากประชาชนไปใช้สิทธิเยอะ และต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะ ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชนเหมือนกัน จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถเกิดขึ้นได้
หากร่างได้ดี จะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมือง หรือความไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้ รวมทั้งการแทรกแซงขององค์กรอิสระ ที่ผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 จะทำให้แก้ไขปัญหาไปได้
หากลงประชามติไปแล้วประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทุกอย่างจบ การเมืองไทยก็จะเป็นแบบเดิม การเมืองที่ ส.ว.มีอำนาจ สามารถตั้งองค์กรอิสระ ทำให้การเมืองบิดเบี้ยว ผิดไปจากหลักการ นำไปสู่การเมืองที่ไร้เสถียรภาพอย่างที่เห็นทุกวันนี้
ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ประเด็นปัญหาครั้งนี้ที่ไม่สามารถจะทำให้การลงประชามติล่วงหน้าพร้อมกับการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ เพราะว่ากฎหมาย 2 ฉบับ มีแนวคิดในการร่างที่ต่างกัน ขณะเดียวกันตัวบทบัญญัติการร่างอาจจะเรียกได้ว่าไม่ได้ตรงกัน ทำให้การออกเสียงประชามติล่วงหน้า ไม่สามารถที่จะทำได้ อันที่จริงแล้วในกฎหมายประชามติ ปี 2568 มีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้ทำประชามติด้วยวิธีการอื่นได้ เช่น การลงประชามติผ่านไปรษณีย์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดที่มีความปลอดภัย ซึ่ง กกต.สามารถที่จะหยิบกลับมาใช้ได้ แต่ก็ไม่หยิบกลับมาใช้ ทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อประชาชนในการไปใช้สิทธิล่วงหน้า
กลายเป็นว่าวันนี้ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนไหนลงทะเบียนเพื่อจะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขต ก็จะต้องไปใช้สิทธิในวันที่ 1 ก.พ.69 แต่ปรากฏว่า พอทำประชามติ ก็ต้องไปอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 8 ก.พ.69 แม้ว่าจะเป็นการใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตก็ตาม สร้างความสับสน สร้างความไม่สะดวกแก่ประชาชน ทั้งที่จริงในแง่ของข้อกฎหมายมีโอกาสที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้
นั่นก็คือ การใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ก็ได้หรือลงคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ได้ กกต.ไปตีความการออกเสียงประชามติ โดยใช้ไปรษณีย์หรือว่าการออกเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ว่าอาจจะเกิดปัญหา เช่น การลงคะแนนที่ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ การลงคะแนนที่อาจจะทำให้เกิดปัญหายืนยันตัวตน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการจัดส่งบัตรประชามติที่อาจจะล่าช้า หรือตกหล่นสูญหาย ก็เลยไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการอื่น อันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในแง่ของข้อกฎหมายที่มีข้อจำกัด แต่เป็นปัญหาในการบริหารจัดการเหตุการณ์ของ กกต.เอง
น่าเสียดายว่า ข้อกฎหมายมันอาจจะถูกร่างมาบนหลักคิดที่ต่างกันระหว่างกฎหมาย 2 ฉบับ แต่การนำไปปฏิบัติ มีช่องที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ แต่ กกต.กลับไม่เลือกใช้
ฉะนั้นข้อเสนอแนะต่อ กกต.คือ จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างมาก เป็นไปได้ก็ควรแก้ระเบียบให้ทันโดยเฉพาะการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการลงประชามติล่วงหน้าได้ด้วย แล้วก็จะต้องจัดหน่วยต่างๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุด
ส่วนประเด็นที่ 2 การบริหารจัดการในการกาบัตร 3 ใบ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรลงประชามติ อาจจะทำให้เกิดความสับสนและมีโอกาสที่จะทำให้เกิดบัตรเสียต่างๆ ขึ้นมากมาย นี่คือสิ่งที่ กกต.ต้องบริหารจัดการในการลงคะแนน
ประเด็นสุดท้ายที่อยากเสนอแนะ คือ กกต.ต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องของการลงงดออกเสียง เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบว่าการงดออกเสียง มีค่าเท่ากับการโหวตสวนประชามติทางอ้อม เพราะอย่าลืมว่าในกฎหมายประชามติได้เขียนเอาไว้ว่า การทำประชามติครั้งนี้แม้ว่าจะปลดล็อกให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขอีกอันหนึ่งด้วยว่า เสียงที่เห็นชอบต้องมากกว่าเสียงที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน อีกอย่างที่สำคัญ คือ แม้ประชาชนจะไปลงโหวตโน ไม่ได้ไปกาช่องว่างไม่เห็นชอบก็ตาม แต่นั่นก็มีค่าเท่ากันในการโหวตสวนในเสียงเห็นชอบ อันนี้คือสิ่งที่ กกต.ต้องสร้างความความมั่นใจเรื่องนี้ให้ประชาชนเห็นให้ชัดเจนด้วย
ถ้าผลการออกเสียงประชามติออกมาว่าไม่ผ่าน หรือแม้กระทั่งงดออกเสียงมากกว่าเสียงที่เห็นชอบ สิ่งที่ตามมา แยกได้เป็น 2 ประเด็น 1.คือผลทางกฎหมาย คือ จะทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องยุติลงทันที การจะเดินหน้าในวาระต่อไปในเรื่องของการพิจารณาถึงการแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งได้ตกไปแล้วเนื่องจากการยุบสภา หรือการจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือรูปแบบอื่นใดก็ตาม ก็จะต้องยุติลงทันที ประเด็นที่ 2 คือ ทางออกเรื่องนี้ 1.อาจจะต้องกลับไปแก้รายมาตรา เพราะถ้าแก้รายมาตรา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำประชามติ เพราะไม่อยู่ภายใต้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ที่ระบุว่า ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องไปถามประชาชน ในฐานะผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญก่อน แต่ถ้าแก้รายมาตราก็ไม่ต้องถาม เว้นแต่ว่าไปแก้รายมาตราในบางเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้ในมาตรา 256 อาจจะต้องทำประชามติ เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระต่างๆ หากประชามติครั้งนี้ตกไป
อีกประการคือ รอเวลา เพราะแม้กฎหมายประชามติจะไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการห้ามทำใหม่ แต่ในเรื่องของทางการเมืองก็อาจจะต้องรอเวลา เพราะว่าประชามติจะเริ่มได้ก็ต้องมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มาเคาะว่าให้ทำประชามติ เพราะการทำประชามติจะต้องริเริ่มคำถามจากคณะรัฐมนตรีที่จะส่งไปยัง กกต.และเพื่อให้ กกต.ดำเนินการทำประชามติ
สิ่งที่น่ากังวลคือ กับดักการเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะการเลือกตั้งล่วงหน้ามาก่อนที่จะมีการทำประชามติ ฉะนั้นอาจจะทำให้คนรู้สึกถึงความไม่สะดวกในการที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เขาไปเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ.แล้ว เขายังต้องไปอีกและไปทั้งหมดในวันที่ 8 ก.พ. สิ่งที่ กกต.ต้องเร่งแก้คือระเบียบในการที่จะเสริมวิธีการอื่นเพื่อที่ประชาชนจะได้ออกเสียงผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ประการต่อมา คือ กกต.ต้องชัดเจนว่าตกลงแล้วเรื่องการรณรงค์รัฐธรรมนูญ ทำได้แค่ไหน เพียงใด

