เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่าน โพลมติชน-เดลินิวส์ ครั้งแรก ที่สอบถามประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 93,391 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18-29 ธันวาคม 2568 มาเป็นที่เรียบร้อย พร้อมบทวิเคราะห์จากนักวิชาการ
ผลสำรวจคำแรก คือ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับ 1 คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) 39.2 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน (ปชน.) 38.8 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดต
นายกฯ จากพรรคประชาชน และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคโอกาสใหม่ 3.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 4 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 2.7 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 5 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ 2.4 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 6 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน 2 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 7 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ 1.2 เปอร์เซ็นต์ และตอบว่า อื่นๆ 4.6 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่คำถามที่สอง พรรคที่จะสนับสนุนในการเลือกตั้ง 2569 ปรากฏว่า อันดับ 1 พรรคประชาชน 45.1 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 39.5 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 พรรคโอกาสใหม่ 3.2 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 3.1 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 5 พรรคไทยสร้างไทย 2.6 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 2.4 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ 1 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 8 ยังไม่ได้ตัดสินใจ 0.9 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ 0.8 เปอร์เซ็นต์ และที่ตอบว่า อื่นๆ 1.4 เปอร์เซ็นต์
ในส่วนมุมมองผ่านบทวิเคราะห์ผลโพลจากนักวิชาการ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะว่า จากผลการโหวตที่ปรากฏสรุปได้ว่า พรรคประชาชน-เพื่อไทย เป็นพรรคใหญ่ 2 พรรคในโพลออนไลน์ที่ได้รับคะแนนโหวตทิ้งพรรคอันดับอื่นๆ อนุมานได้ว่าฐานเสียง 2 พรรคนี้เป็นกลุ่มที่เข้าถึงและใช้อินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี วิเคราะห์ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ และรายภูมิภาค คะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คะแนนจะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ไปทางเดียวกัน มีส่วนต่างระหว่างคะแนนพรรคกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่มาก ประมาณ 1%
พรรคประชาชน เมื่อวิเคราะห์ทั้งในภาพรวมทั้งประเทศและรายภูมิภาค ได้เห็นแบบแผนคล้ายกัน คือ มีส่วนต่างของคะแนนประมาณ 4-5% จะเห็นอย่างชัดเจนว่า คะแนนพรรคมากกว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แต่ถ้าดูละเอียดไปอีก ช่องว่างคะแนนตรงนั้นจะเทไปที่แคนดิเดตนายกฯอีก 2 คน คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล กับนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งถ้ารวมกันแล้วก็ยังพออนุมานได้ว่า คะแนนไปในทางเดียวกัน เพียงแต่แคนดิเดตนายกฯคนเดียวจะดึงคะแนนได้ไม่เท่า นายยศชนันของพรรคเพื่อไทย เลยต้องช่วยกันดึงหลายคน
ตรงนี้เลยอ่านได้ในเชิงยุทธศาสตร์การหาเสียงเช่นกันว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงปั้นและชูนายยศชนันเดี่ยวๆ เพราะดึงคะแนนให้พรรคได้ ในขณะที่พรรคประชาชนต้องใช้แคนดิเดตนายกฯ 3 คนช่วยกันดึงคะแนน แล้วตามด้วยเปิดแคมเปญว่าที่รัฐมนตรีที่มาจากคนนอก เพื่อมาช่วยกันดึงคะแนน
ขณะที่มุมมองของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ผลโพลรอบนี้สะท้อนภาพการเมืองออนไลน์ค่อนข้างชัดว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ยังเป็นสองขั้วหลักที่ครองใจชาวเน็ตและคอการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ความนิยมต่อพรรคและการจับตามองตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยคะแนนของ นายยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เหนือนายณัฐพงษ์จากพรรคประชาชน แบบฉิวเฉียด สะท้อนการแข่งขันที่ยังสูสี และยังไม่ขาดจากกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงโครงสร้างคะแนน ความก้ำกึ่งระหว่างแคนดิเดตทั้งสองคนมีคำอธิบายที่น่าสนใจ กล่าวคือ ฝั่งพรรคประชาชน มีการเสนอแคนดิเดตมากกว่า 1 คน ทำให้คะแนนความนิยมกระจายไปยัง น.ส.ศิริกัญญาและนายวีระยุทธ ขณะที่พรรคเพื่อไทยชูนายยศชนัน เป็นตัวเลือกหลักเพียงคนเดียว ส่งผลให้คะแนนรวมของแคนดิเดตเพื่อไทยดูเข้มข้นมากกว่า แม้เมื่อพิจารณาความนิยมต่อพรรคโดยรวม พรรคประชาชนยังคงนำอยู่ก็ตาม ภาพนี้จึงบอกเราว่า การแข่งขันตำแหน่งนายกฯ ในสายตาสาธารณะยังคงจำกัดอยู่ในสองชื่อหลัก และยังเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะการสื่อสารทางการเมืองในระยะถัดไป
ดร.สติธรระบุด้วยว่า ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันอย่างพรรคภูมิใจไทย ยังเบียดแทรกในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ค่อนข้างยาก เมื่อเทียบกับ 2 พรรคใหญ่ข้างต้น อย่างไรก็ตามต้องย้ำว่าช่วงเวลาที่ทำการสำรวจความเห็นในรอบนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเลือกตั้งมากๆ ทำให้การเปิดตัว “3 รัฐมนตรีโดนใจ” ของพรรคภูมิใจไทยอาจจะยังไม่ทันออกดอกออกผลเป็นความนิยมให้กับพรรค รวมถึงบทบาทช่วงหลังๆ ของนายกฯอนุทินที่เริ่มได้รับกระแสตอบรับเชิงบวก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมในรอบถัดไปได้ไม่น้อย
ในทำนองเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้คะแนนในโพลรอบนี้ยังไม่โดดเด่น แต่สัญญาณทางการเมืองระยะหลัง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ดูเหมือนจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ว่า โพลรอบแรกนี้เป็นเพียงภาพตั้งต้น มากกว่าบทสรุปสุดท้าย คงต้องติดตามกันต่อในโพลรอบสองว่า เมื่อแต่ละพรรคและแคนดิเดตเริ่มขยับเกมอย่างจริงจัง คะแนนนิยมจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ผลโพลข้างต้นยังเป็นเพียงการสำรวจในโค้งแรกหลังการปิดสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในห้วงเวลานับจากนี้ต่อเนื่องไปจนถึงโค้งสุดท้ายจนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แต่ละพรรคไม่ว่าจะพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคใหม่ รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรค ยังมีโอกาสที่จะปรับกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ทางการเมืองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อช่วงชิงกระแส คะแนนนิยม รวมทั้งพุ่งเป้าตรึงบ้านใหญ่ ตามที่แต่ละพรรคมีความถนัด รวมทั้งต้องเร่งเสริมจุดแข็ง ขจัดจุดอ่อน ในห้วงเวลานับจากนี้ เช่นเดียวกับ พรรคใหม่ และพรรคเล็ก ถือเป็นโจทย์และการบ้านข้อใหญ่ ยังมีเวลาให้แก้เกม เพื่อแชร์กระแสให้กลายเป็นมาเป็นผลคะแนนเข้าพรรคให้ได้มากที่สุด
ซึ่งจากผลโพลมติชน-เดลินิวส์ในรอบแรก พรรคใหญ่ พรรคหลัก คะแนนนิยมยังอยู่ในระดับสูสี สามารถพลิกแซงกันได้ ผ่านทั้งเวทีปราศรัยหาเสียง และเวทีดีเบตประชันวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯแต่ละพรรค จะวางยุทธศาสตร์สื่อสารทางการเมืองนับจากนี้
โดยมติชน-เดลินิวส์ สำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านโพล ในครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 9-15 มกราคมนี้ ผ่าน 8 คำถามย่อยที่ครอบคลุมการเลือกตั้ง และการทำประชามติ ว่าท่านจะเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ให้แต่ละพรรคได้รอฟังเสียงสะท้อน ความคิดเห็นของประชาชนผ่านผลโพลครั้งที่สอง ซึ่งบทสรุปสุดท้ายจะไปตัดสินผ่านผลเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

