เลือกตั้ง69 – หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อพรรคการเมืองกับนโยบายหาเสียงประชานิยม กระแส กระสุน บ้านใหญ่ บ้านใหม่ คลั่งชาติ ชังชาติ อะไรจะเป็นแต้มต่อและปัจจัยชี้ขาดกับการเลือกตั้งครั้งนี้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การเมืองหาเสียงโดยใช้นโยบายประชานิยม ผมมองว่าเป็นวิธีการทำงานการเมืองถดถอยของพรรคการเมืองไทย โดยหลักการ การนำเสนอนโยบายเป็นสิ่งที่ดี แต่นโยบายนั้นจะต้องสะท้อนถึงอุดมการณ์ของพรรคการเมืองนั้นๆ ด้วย
โดยสะท้อนภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนประเทศในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้เกิดความมั่นคงภายใต้การนำของพรรคการเมือง แต่ระยะหลังพรรคการเมืองจำนวนมาก หวังเพียงแค่คะแนนเสียงระยะสั้น
โดยมีผลพวงมาจากนักการเมืองไม่สามารถซื้อเสียงได้ จึงได้ทำนโยบายในเชิงประชานิยม เอาเงินในนโยบายมาแจกแทนเงินซื้อเสียง
แทนที่จะคิดนโยบายโครงสร้างในเชิงอุดมการณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลดีต่อประเทศ ในอนาคตระยะยาว
แต่นโยบายของพรรคการเมืองขณะนี้ พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยผ่านนโยบายประชานิยม ส่งผลให้เกิดผลกระทบกับการเงินการคลังของประเทศ กระทบกับประชาชนที่เสียภาษี ที่แปลงเงินจากภาษีของประชาชน ไปผลักดันนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง
ส่วนกรณีของต่างประเทศมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว นโยบายประชานิยมในแถบอเมริกาใต้ อาทิ อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ใช้นโยบายประชานิยม อ้างว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณอย่างรวดเร็วโดยรัฐ แต่ไม่สร้างวิธีการในการสร้างความเข้มแข็ง ในความยั่งยืนการจัดการปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่ทั้งหมดของนโยบายประชานิยมก็หวังเพียงอำนาจของตัวผู้นำทางการเมือง เมื่อมีการลด แลก แจก แถมจำนวนมาก กระทบกับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองหลัก ในที่สุดทำลายในภาพรวมประเทศอีกด้วย
การที่พรรคการเมืองมาเน้นในเรื่องการลดค่าโดยสารในพื้นที่กรุงเทพฯ ผมมองว่าพรรคการเมืองต้องการเอาคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคะแนนเสียงหลักในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะกระแสการลงคะแนน ส.ส.ในกรุงเทพฯ ผลคะแนนมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองในเชิงมหภาค จึงทุ่มเทไปในลักษณะแบบนี้ เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชนในต่างจังหวัดมากๆ เพราะเงินที่ใช้ไปนั้น มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ แต่นโยบายของหลายพรรคการเมืองเทไปที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน
ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส หากมองไปแล้วเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมเคยวิจัยมาแล้ว หากทำคนละครึ่งพลัสไม่ค่อยเห็นด้วย แต่หากทำระยะสั้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีภาวะถดถอย เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนน้อยลงนั้นเห็นด้วย แต่ต้องทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ผู้ประกอบการ SMEs สามารถใช้โอกาสจากนโยบายคนละครึ่งพลัส ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ต้องใช้ระยะสั้นเท่านั้น ใช้ตลอดทั้งปีไม่ได้เด็ดขาด
พรรคเพื่อไทยจะเติมเงิน 3,000 บาท/เดือน ให้กับผู้มีรายได้น้อย ผมมองว่านโยบายนี้ความน่าเชื่อถือต่ำ เพราะก่อนหน้านี้เคยสัญญาในลักษณะเช่นนี้แต่ทำไม่ได้ แต่ต้องทำแบบนี้เพราะต้องการรักษาฐานคะแนนเสียงเอาไว้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยไม่สามารถชนะตั้งถล่มทลาย จึงมีเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาคะแนนเสียงของพรรคไม่ให้ถดถอยไปมากกว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องผลิตนโยบายในเชิงที่คนยังศรัทธารักพรรคเพื่อไทย ศรัทธานายทักษิณ ชินวัตร หรือแนวทางของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จะต้องเลือกพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้ มองไปแล้วเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงเท่านั้นเอง
พรรคประชาชนเสนอนโยบายสานต่อโครงการคนละครึ่ง และเงินผู้สูงอายุ 1,500 บาท ผมเองก็มองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องการคะแนนเสียงในระยะสั้นเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วหากทำกันจริงๆ จะเอาเงินงบประมาณมาจากที่ไหน เพราะนโยบายเหล่านั้น แทบไม่ได้ศึกษาเลยว่าจะเอาเงินมาจากที่ไหน ในความเป็นจริงยังผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผิดรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายพรรคการเมืองอีกด้วย เพราะจะต้องอธิบายกับ กกต.ให้ได้ว่าเอางบประมาณมาจากที่ไหน และมีผลกระทบต่องบประมาณภาพรวมหรือไม่ หากดูนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง จะใช้เงินภาษีของประชาชนสูงมาก
มองไปแล้ว กกต.มีการปล่อยปละละเลยในการทำงาน โดยหลักการพรรคการเมืองสัญญากับประชาชนไว้แล้ว ถ้าทำไม่ได้จะต้องมีผลทางใดทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะเป็นบรรทัดฐาน พอเลือกตั้งไปแล้ว ไม่ทำตามสัญญา โดยอ้างเป็นข้อจำกัดทางกฎหมาย ทั้งที่มีการอ้างว่าได้ศึกษามารอบคอบแล้ว หรือเป็นรัฐบาลผสมไม่สามารถทำตามนโยบายได้ โดยเป็นข้ออ้างปฏิเสธจะไม่ทำตามนโยบาย เท่ากับว่าพรรคการเมืองเหล่านั้น สร้างนโยบายมาหลอกเอาคะแนนเสียงจากประชาชน หรือเป็นการเปลี่ยนวิธีการซื้อเสียงโดยตรง มาเป็นซื้อเสียงทางอ้อม โดยผ่านนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นการทำลายระบบการเมือง หาก กกต.ทำงานเชิงรุกและมีบทลงโทษที่ชัดเจน การเมืองคงไม่เป็นแบบนี้ เมื่อมีการปล่อยปละละเลย จึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า “ใครสัญญาอะไรก็ได้ ลดแลกแจกแถมอย่างไรก็ได้ ไม่มีความผิด”
หากให้วัดการเลือกตั้งปี’69 กระสุน กับกระแส ใครจะชนะเลือกตั้ง ผมมองว่าความได้เปรียบจะอยู่ที่พรรคอนุรักษนิยม เพราะมีสัญญาณบางอย่างออกมาอย่างชัดเจนว่า แม้ว่าการหาเสียงเป็นเรื่องของพรรคใครพรรคมัน แต่ศัตรูของพวกเขาเหล่านั้นคือพรรคประชาชน เห็นกระบวนการต่างๆ ทั้งจัดตั้งและไม่จัดตั้ง มีการโจมตีพรรคประชาชนอย่างหนัก ความได้เปรียบทางการเมืองภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ภาวะสงคราม พรรคอนุรักษ์ภายใต้ปีกการนำของพรรคภูมิใจไทยดูดีที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้
แม้ว่าคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะไม่ดีเท่ากับพรรคส้มแต่ด้วยกลไกที่ดึงบ้านใหญ่เข้ามาในพรรค ความพร้อมของกระสุน ความพร้อมทางทรัพยากรทางการเมือง มีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ เพื่อไปแทนที่บัญชีรายชื่อที่ได้คะแนนน้อย
ส่วนกระแสบ้านใหญ่กับคนรุ่นใหม่ใครดีกว่ากันนั้น ผมมองว่าขึ้นอยู่กับบางพื้นที่ ดูจากบางพื้นที่กระแสพรรคส้มไม่เข้มแข็ง จะทำให้บ้านใหญ่มีความได้เปรียบ หากดูที่ จ.ชลบุรี จะมีชนชั้นกลาง กระแสบ้านใหญ่ บ้านใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีการรวมตัวกันสู้ แต่กระแสจะไม่เป็นบวก หากดูจากโพล หรือหน้าสื่อสาธารณะต่างๆ กระแสไม่ได้ดีขึ้นเลย มองว่าถึงแม้จะรวมตัวเข้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว สู้กับพรรคประชาชน มองไปแล้วไม่ง่ายเหมือนกัน หากคิดแต่จะเอาตัวเลขคะแนนบ้านใหญ่รวมกับบ้านใหม่ โดยลืมนึกถึงเงื่อนไขอื่นๆ มาประกอบ อาจจะพ่ายแพ้ก็ได้
กระแส “ชังชาติ” กับกระแส “คลั่งชาติ” มองว่ากระแสชาตินิยมมีผลสูงมาก เห็นจากกรณีการลงพื้นที่ของพรรคประชาชนของบรรดาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเห็นออกมาทวงถามกับการสื่อสารของแกนนำก่อนหน้านี้ อาทิ ทหารมีไว้ทำไม ทหารรบไปก็ไม่มีวันชนะ ทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่า พรรคประชาชนมีวิธีการการเมืองแบบใหม่ แต่กระทบความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับชาติ บ้านเมือง ที่มองว่ามีความสำคัญ เห็นได้จากนายพิธาต้องออกมาขอโทษ
กระแสโซเชียลมีผลต่อการเลือกตั้งเหมือนกัน เพราะประชาชนเข้าถึงโซเชียลหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสนามรบทางการเมืองในโซเชียล จะเป็นสนามหนึ่งที่มีผลกับประชาชน ในการตัดสินใจทางการเมือง หากพรรคการเมืองใดต้องการชนะการเลือกตั้งจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี การสร้างกระแสที่ดี ภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ดี จะมีผลชนะการเลือกตั้ง หากสามารถทำกระแสโซเชียลที่ดี รวมทั้งมีบ้านใหญ่ มีทรัพยากร กระสุนพร้อม จะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองไปอีก
การเสนอตัวของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และตัวรัฐมนตรีของพรรคการเมืองจะมีผลต่อคะแนนหรือไม่นั้น หากมองไปที่พรรคประชาชน เห็นว่ายังไม่ “ว้าว” เพราะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทั้งที่มีความรู้ ความสามารถจริง ซึ่งต่างจากพรรคภูมิใจไทยที่มีโอกาสทำงาน ได้สื่อสารกับสังคม ผ่านสื่อสาธารณะเป็นที่รับรู้มากกว่า ที่สำคัญแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยมีความสัมพันธ์กัน อาทิ นโยบายคนละครึ่งพลัส ของเอกนิติ นิติทัณฑ์
ประภาศ นโยบายเรื่องการค้า มี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แต่พรรคประชาชนมีนโยบายปฏิรูปกองทัพ แต่ไม่มีตัวใครจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหม นโยบายเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ไม่รู้ใครจะมาดูแลเรื่องนี้ รวมทั้งไม่เปิดตัวใครจะมาดูแลกระทรวงสำคัญๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ทำให้พรรคประชาชนไม่มีผลบวกมากนัก
หากให้มองพรรคเศรษฐกิจที่สื่อโซเชียลกำลังโหมกระแสกันอย่างรุนแรงในเรื่องกระแสรักชาติ มองว่าเกิดแรงสะท้อนจากประชาชนกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา กระแสชาตินิยมยังขายได้ แต่บุคลากรของพรรคเศรษฐกิจไม่มี ที่โดดเด่นมีเพียง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เท่านั้นเอง แต่ผลโพลยังมาอยู่ระหว่าง 3-4 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนหนึ่ง ใครจะว่าเป็นไดโนเสาร์ เต่าล้านปี ทำการเมืองแบบล้าหลัง แต่ต้องยอมรับว่าการเมืองแบบนี้ยังมีอยู่ในสังคมจริง

ณัฐกร วิทิตานนท์
สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้จากการประเมินในระดับพื้นที่ต้องแยกมองระหว่างเขตเมือง และชนบท หากเป็นเขตเมืองคนในเมืองไม่ได้มีความผูกพันกับเครือข่ายหัวคะแนน หรือผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สายสัมพันธ์จึงไม่ได้เข้มข้นเหมือนเขตชนบท คนในเมืองตัดสินใจโดยไม่ได้อิงกับเครือข่ายหัวคะแนน แต่ให้ความสำคัญกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรค
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์พรรคประชาชน การเลือกตั้งเมื่อปี’66 ไม่ได้เน้นขายทีมงาน แต่ชูนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นจุดขาย จึงมีนายพิธาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ครั้งนี้ชัดเจนว่าเน้นขายทีมงาน มีการเปิดตัวแคมเปญ The Professionals ดึงคนนอกมาร่วมงานถือเป็นมิติใหม่ของพรรคประชาชน ที่มาจากกระแสและแนวทางของพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดึงคนนอกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าที่ว่างอยู่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับรัฐบาล
ส่วนพรรคเพื่อไทยไม่ได้ฉีกออกมา ยังชูแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากคนในพรรค คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรค และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทายาทนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพื้นฐานคนในเขตเมืองจะตัดสินใจเลือกจากหน้าตาของทีมงาน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่แต่ละพรรคนำเสนอเป็นหลัก
หากวิเคราะห์นโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียง เช่น พรรคประชาชนที่ยังไม่เคยเป็นรัฐบาลจึงนำนโยบายเดิมที่ใช้ในการหาเสียงครั้งก่อนมานำเสนออีกครั้ง ซึ่งดูแล้วยังไม่หวือหวาเพราะบางเรื่องเหมือนเดิม และหลายเรื่องก็ขยับเพดานลงไม่เข้าไปแตะ
แต่ในภาพส่วนใหญ่ชูเรื่องแก้ปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทา ชี้ให้เห็นว่าหลายพรรคเห็นตรงกันว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบกับประชาชนมาก เหมือนปัญหายาเสพติดในอดีต แต่ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่าแต่ละพรรคจะแก้ปัญหาได้อย่างไร มีแต่การชูสโลแกนหาเสียง “มีเราไม่มีเทา”
ผมมองว่าการชูนโยบายหาเสียงที่เน้นแก้ปัญหาทุนเทา ถือเป็นจุดรวมของหลายๆ พรรค และแน่นอนว่ามีกลิ่นอายของความเป็นชาตินิยมอยู่ เพราะเป้าหมายของสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน จนนำไปสู่การสู้รบตามแนวชายแดนขึ้น
สำหรับเขตชนบทการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนจะเลือกจากความผูกพันเชิงตัวบุคคล หรือคนที่พึ่งพาได้ เพราะคนในชนบทขาดแคลนหลายเรื่องในชีวิต จึงเลือกต่างจากคนในเขตเมือง คนส่วนใหญ่มองเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดกับพื้นที่เป็นตัวตั้ง จึงตัดสินใจเลือกคนหรือพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลมากที่สุด เนื่องจากดึงงบประมาณหรือโครงการมาลงพื้นที่ได้ตามที่หาเสียงไว้
ดังนั้นกระแสคนชนบทที่เคยตัดสินใจเลือกจากนโยบาย หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับคนในเมืองเหมือนการเลือกตั้งปี’66 อาจลดลง รอบนี้กระแสคนชนบทเน้นไปที่ตัวบุคคลมากขึ้น พื้นที่เดิมที่พรรคประชาชนเคยชนะก็อาจไม่ได้แล้ว การแข่งขันจะย้อนกลับมาแบบตัวต่อตัว ใครลงพื้นที่ดีกว่าก็มีโอกาส ส่วนคนในเขตเมืองยังมีลักษณะเลือกใกล้เคียงกับคนในกรุงเทพฯ คือเลือกตามกระแส ซึ่งตอนนี้กระแสของแต่ละพรรคยังไม่ชัดเจน แม้พื้นฐานคนในเมืองจะเลือกพรรคประชาชน แต่ช่วงโค้งสุดท้ายกระแสความนิยมของพรรคจะพุ่งขึ้นเหมือนอดีตพรรคก้าวไกลเมื่อการเลือกตั้งปี’66 หรือไม่
ถ้ากระแสลดลงคะแนนเสียงก็อาจถูกแชร์ออกไป ต้องมาดูอีกครั้งว่าคะแนนจะกระจายไปที่ใคร และบางเขตอาจมีตัวสอดแทรกหรือมีตาอยู่

