ยิ่งชีพ เขียนเล่า ไอลอว์ไปตั้งจุดรณรงค์ประชามติแก้รธน. ใกล้เวทีปราศรัยประชาธิปัตย์ ตามคำเชิญของแกนนำพรรค
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้รับเชิญจากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ให้ไปตั้งจุดรณรงค์ประชามติ 8 กุมภากาเห็นชอบ ใกล้เวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สวนเบญจสิริ เจ้าหน้าที่ของพรรคให้การต้อนรับอย่างดี จัดที่ไว้ให้ทางเข้า โดยรวมบรรยากาศ คือ แฟนคลับพรรคที่มาฟังปราศรัยไม่ค่อยสนใจเราเท่าไร คนส่วนมากไม่ได้สนใจการทำประชามติ คนที่นั่งๆ รออยู่ก็มีทีมเข้าไปคุยเขาก็พยักหน้า รับเอกสาร คนที่ทำหน้าตาเห็นด้วยก็มีเยอะ
ทั้งอยู่ 2-3 ชั่วโมง มีประมาณ 10 คนที่เดินเข้ามาหา ตั้งใจมาหยิบเอกสาร หยิบสติ๊กเกอร์ ไม่ได้พูดคุยอะไรมากแล้วเดินไป มีคนมาซื้อของด้วยหลายราย มีคนที่เป็นผู้ช่วยผู้สมัคร ตั้งใจเดินมาซื้อของและหยิบสื่อรณรงค์ไปแจกต่อ มีพี่ผู้ชายสวมแจ็กเก็ตพรรคมายืนคุยนานๆ หนึ่งคนบอกว่าเห็นด้วย มีผู้หญิงสูงวัยท่านหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา พอเราบอกว่ามารณรงค์ให้เห็นชอบ เธอบอกว่าไม่เห็นชอบค่ะ แล้วจากไปแบบยิ้มแย้ม แล้วก็มีอีก 2 คนที่ได้คุยนานหน่อย จะเล่าดังนี้
คนแรก พี่ผู้ชายใส่เสื้อสีฟ้า ไม่ใช่เสื้อพรรค มาเอง ไม่เข้ามานั่งในรั้วที่กั้นไว้ แต่ตั้งใจมาฟัง และเดินมาเกาะรั้วคุยกับเราที่อยู่ด้านใน ผมถามว่าไม่เข้ามาเหรอ เขาบอกว่า ขอฟังข้างนอกก่อนถ้าไม่ชอบก็จะได้กลับเลย
ผมหยิบเอกสารแจกให้เขา เขายิ้มแย้มถามไถ่ เขาถามว่าเรื่องอะไร ผมอธิบายไปแต่ดูจากสีหน้าเขาน่าจะทราบและเข้าใจอยู่แล้ว เขาถามว่า รัฐธรรมนูญที่ต้องการจะแก้นั้นเรื่องอะไรสำคัญที่สุด ผมตอบว่าที่มาส.ว. เขาถามว่าไม่ดียังไง ผมตอบว่า ประชาชนไม่ได้เลือก ใครมีพวกมากก็ลากกันมาสมัครโหวตตัวเอง แล้วก็โหวตยังไงก็ได้เป็น เขาบอกว่าแล้วจะแก้ทุกเรื่องเลยไหม ผมพยายามอธิบายกระบวนการว่า ต้องมีอีกหลายขั้นตอน ทำประชามติอีกหลายครั้ง เขาก็ทำหน้าเช่นเดิม
เขาถามว่าแล้วทำไมไม่แก้ไขทีละเรื่อง ทำไมต้องทำใหม่หมด ผมบอกว่าเคยยื่นเสนอแก้ไขมาแล้วหลายรอบ หลายครั้ง แต่ส.ว. ไม่ให้ผ่านเลย ถ้ายื่นไปอีกก็คงไม่ผ่าน เขาทำหน้าสนใจแบบเพิ่งรู้ เขายังถามอีกว่า แล้วถ้าไม่ได้แก้รอบนี้จะเป็นอย่างไร ผมบอกว่าสงสัยถ้าครั้งนี้ประชามติไม่ผ่านอาจจะเสนออะไรก็ไม่มีทางแก้ได้อีกเลย พี่เขายิ้ม น่าจะเข้าใจ
ผมเลยถามว่า เห็นชอบด้วยกันไหมครับ เขาบอกว่าอยากฟังอีกข้างก่อนว่าอีกข้างจะอธิบายอย่างไร ผมบอกว่าได้เลยครับ แล้วก็แจกเอกสารให้เขาไปอ่าน จริงๆ ผมไม่รู้ว่า “อีกข้าง” เขาจะไปหาฟังจากไหน เขากล่าวขอบคุณแล้วเดินไปนั่งฟังปราศรัยต่อ
ผมยินดีที่ได้คุยกับพี่คนนี้แม้เพียงสั้นๆ
ป้าคนหนึ่ง เขาบอกให้เรียกเขาว่าป้าแล้วกัน เขามองผมจากระยะ 10 เมตร ตอนนั้นผมยืนอยู่กับมายด์ เขาทำหน้าตาไม่ชอบเราสองคน ผมก็คิดแล้วว่าคนนี้ไม่ชอบกันแน่ๆ แต่สักพักเขาก็เดินเข้ามา ยิ้มแย้มแจ่มใส่ แล้วเริ่มคุย
จำรายละเอียดและลำดับเป๊ะ ไม่ได้หรอกครับ คือ ทุกคนที่เดินเข้ามาผมจะเชิญชวนหยิบเอกสารไปอ่าน และอธิบายว่าเรากำลังจะมีประชามติ มีบัตรใบที่สามในวันเลือกตั้ง บทสนทนาเริ่มทำนองว่า ป้าเขาชี้มาที่มายด์ แล้วถามว่า นี่หนูคนดังใช่ไหม ชื่ออะไรนะ ผมก็แซวต่อว่า ใช่ครับ คนนี้เขาจัดรายการอยู่ เขาออกทีวีบ่อย มายด์ก็แซวผมกลับว่า คนนี้ชอบออกมากกว่า ป้าเขาก็ชี้มาที่ผมบอกว่า คนนี้รู้แล้ว …
ป้าถามว่าโดนคดีด้วยใช่ไหม ต้องเข้าคุกหรือเปล่า มายด์ตอบว่าถูกดำเนินคดี 15 คดี จบไปแล้ว 10 คดี แต่ยังโชคดีที่ได้ประกันตัว ป้าบอกว่าเราคนไทยด้วยกัน ป้าไม่ได้อยากให้น้องๆ ต้องติดคุกกัน ไม่ติดคุกก็ดีแล้ว ป้าถามว่า แล้วทำไมถึงไปชุมนุมกับเขาแบบนั้น มายด์ตอบว่า หนูเชื่อว่าเราต้องมีพื้นที่ในการพูดคุยเรื่องนี้ได้ ป้าถามว่า แล้วหนูเสียใจไหม ที่ไปทำอย่างนั้น มายด์ตอบว่าไม่เสียใจค่ะ ผมสังเกตแววตาสีหน้าของป้าค่อนข้างเปิดรับฟังในเรื่องนี้
ป้าถามเราสองคน สองรอบว่า นี่พวกหนูสีส้มใช่ไหม ผมกับมายด์ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ใช่ ผมบอกป้าด้วยว่า วันนี้พรรคสีส้มก็จัดงาน แต่ผมเลือกมาที่นี่นะครับ ผมจะสีส้มได้ยังไง
จนกระทั่งเข้าเรื่องประชามติ ป้าถามว่าทำไมไม่ค่อยๆ แก้ไปทีละเรื่อง ป้าเห็นด้วยว่าแก้กันทีละเรื่องได้ มายด์เล่าว่าเราเสนอไปแล้วหลายรอบ ไม่เคยผ่านเลย ป้าทำหน้าตาไม่เชื่อว่าเสนอกันเมื่อไรยังไง แล้วป้าบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้มันดีนะ มันปราบคอร์รัปชั่น ผมก็เลยถามว่ามันดียังไงบ้าง ป้าก็บอกว่า คนทุจริตเขาเอาโทษประหารชีวิตและไม่มีอายุความ ผมก็บอกป้าว่า แต่ป้าครับเรื่องนี้มันไม่มีในรัฐธรรมนูญครับ มันเป็นกฎหมายป.ป.ช. ป้าก็บอกว่านั่นไงมันมีไง ผมบอกว่ามันเป็นกฎหมายป.ป.ช.ครับ มันคนละฉบับกัน ป้าบอกว่าก็ใช่ไง เพราะฉะนั้นเวลายกเลิก อย่าไปยกเลิกทั้งหมดสิ ผมก็บอกว่า แต่เรื่องที่ป้าชอบมันไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไป กฎหมายป.ป.ช.มันยังอยู่ เรื่องนี้มันก็ยังอยู่
ถึงตรงนี้ป้ามีอาการปากสั่นนิดหน่อย แต่หน้าตายังยิ้มแย้ม ป้าถามว่า แล้วรู้ได้ยังไง มันอยู่ตรงไหน มาตราไหน ผมก็พยายามบอกว่ามันเป็นกฎหมายของป.ป.ช. ครับ ป้าก็ไม่ได้รังเกียจผม แต่ไม่ได้รักและเอ็นดูผม แล้วหันไปคุยกับมายด์ต่อ
โดยสรุปแล้วป้าคุยดี ไม่ได้มีท่าทีร้ายต่อเรา ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ หรือเกลียดพวกเรา จริงๆ ถ้ารังเกียจไม่เดินเข้ามาคุยเลยก็ได้ สุดท้ายป้าก็ยังรับเอกสารไป ส่วนจะอ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ผมก็ยินดีที่ได้คุยกับป้าคนนี้เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ คนที่เจอวันนี้ครับ
นึกภาพออกเลยว่าถ้าวันนี้ไปทำกิจกรรมนี้ที่งานของพรรคส้ม จะมีคนมาสนับสนุนให้กำลังใจอย่างมาก คงจะได้คุยกับผู้คนเยอะมากๆ แต่วันนี้ต้องมาพื้นที่นอก Comfort Zone บ้าง เจอคนคิดแบบอื่นบ้าง ก็ดีครับ เราคิดไม่เหมือนกันได้ เราเข้าใจอะไรที่ไม่ถูกได้ เราได้ยินสิ่งที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ไม่รับรู้มาบ้างก็ได้ แล้วเราจะมีโอกาสพัฒนาตัวเองครับ

